SUMMARY :

We could have been going our own ways. Living our best life – travelling the world.

No we did not do that. Dr. Kanawat ( AKA Mhor egg ) was doing his vaccine reseach at harvard as part of his scholoarship program when he found out that most researches anywhere int he world are facing the same problem – funding problem.


Blockchain เทคโนโลยีสุดอินเทรนด์นี่รึเปล่า เจ้าชายขี่ม้าขาวที่จะมาช่วยในเรื่องของ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความโปร่งใส” ให้กับฐานข้อมูล เปิดตัวจากการนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกรรมทางการเงิน แต่เทคโนโลยีนี้กำลังรอที่จะมีคนนำไปประยุกต์ใช้ในแขนงอุตสาหกรรมอื่น วันนี้เราปูพื้นฐานพร้อมยกเคสตัวอย่าง Blockchain in healthcare ที่น่าสนใจมาให้ได้ลองดูกันอีกด้วย (คำเตือน : ยาวนิดนึงนะคร้าบบ)

โดยปกติการทำธุรกรรมการทางเงิน (Transaction) ใดๆ เช่น โอนเงิน ฝาก-ถอน หรือชำระค่าบริการต่างๆ  เราจะกระทำผ่านสถาบันทางการเงินใช่ไหมครับ ดังนั้นการทำธุรกรรมของเราจะถือว่าเป็นโครงข่ายข้อมูลแบบมีตัวกลาง (Centralized network) ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องติดต่อกับตัวกลางนี้ ข้อมูลที่ผ่านทางนี้จะเป็นความลับระหว่างเรากับตัวกลาง ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างช้าและเสียเวลามากครับในการเข้าถึงข้อมูลหนึ่งๆ

แต่ทีนี้ลองนึกดูว่าวันดีคืนดีเกิดมีคนหัวใส-ไม่ประสงค์ออกนาม ต้องการปลอมแปลงข้อมูลทางการเงินของเรา กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายทีเดียวครับ เนื่องจากข้อมูลของเราถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่เดียวเท่านั้น หากทำการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยของตัวกลางได้ ความเสียหายนี่มูลค่ามหาศาลเลยล่ะครับ เราเชื่อว่า Blockchain จะถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องสถานการณ์แบบนี้ด้วยการกระจายข้อมูลของเราไปในหลายๆที่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เซิฟเวอร์ เรียกว่า Distributed Ledger ซึ่งแหล่งเก็บข้อมูลที่ถูกสำเนาและกระจายออกไปจะถูกเรียกว่า Node ครับ

How Blockchain Works

ผมขออนุญาติปูพื้น Blockchain กันเล็กน้อย Blockchain นั้นจะประกอบด้วย Blocks โดยแต่ละ Block จะมีข้อมูลการทำธุรกรรมหนึ่งครั้ง (หรือมากกว่านั้น) ของเราเก็บไว้อยู่ โดย Block หนึ่งตัวจะมี Hash (ตัวเลขรหัสแบบสุ่ม) กำกับตัว Block ไว้และมี Hash ของ Block ที่อยู่ก่อนหน้าเพื่อใช้อ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่าง Block ครับ ดังนั้นโครงสร้างของข้อมูลจึงมีลักษณะที่ดูคล้ายกับสายโซ่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “Blockchain’ นั่นเองครับ และนอกจากนี้ Blockchain เองยังมี Public Key ไว้ใช้สำหรับระบุตัวผู้ส่งและผู้รับอีกด้วย

ทีนี้ ถ้าหากมีการทำธุรกรรมใหม่ขึ้น ข้อมูลการทำธุรกรรมนี้จะถูกตรวจสอบจาก Node ทั้งเครือข่าย เพื่อยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบจะประกอบด้วย Proof of Work (ตรวจสอบรายการบัญชีของ Ledger) และ Proof of Stake (ตรวจสอบความเป็นเจ้าของ) หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็น Block และมีการสร้าง Hash เพื่อนำไปต่อท้ายในสายข้อมูลที่มีอยู่ครับ ต่อมา Hash ใน Block ก่อนหน้าจะถูกนำมาใช้ในการสร้าง Hash ใหม่ขึ้น เพื่อใช้ในการยืนยันในครั้งต่อไป โดยการกระทำทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกๆ Node และมีการอัพเดตพร้อมๆกันครับ

Hash ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับ Blockchain ครับ เนื่องจากหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแม้แต่นิดเดียว (อันเนื่องมาจากการปลอมแปลง) Hash จะเปลี่ยนไปในทันที ทำให้สามารถรู้ได้ว่ามีการปลอมแปลงเกิดขึ้นผ่านการตรวจสอบ Hash กับ Node ตัวอื่นๆในโครงข่าย และธุรกรรมที่มีการปลอมแปลงนั้นก็จะถูกปฏิเสธ หรือก็คือไม่สามารถทำธุรกรรมได้

Distributed and Open Data Network

ประโยชน์ที่สำคัญของ Blockchain ก็คือการที่เราไม่ต้องพึ่งตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูล แต่เป็นการสร้างโครงข่ายข้อมูล (Decentralized Network) ขึ้นและกระจายข้อมูลออกไปในหลายๆที่ เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งการตรวจสอบข้อมูลใหม่ การยืนยันจาก Node และการจัดเก็บ Block เป็นระบบที่ต้องการการยอมรับจากเสียงส่วนมาก และเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ ข้อมูลจึงมีความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือมาก รับประกันได้ว่าไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อนหรือข้อมูลปลอมแปลงเข้ามาแน่นอนครับ

แม้ว่าข้อมูลจะถูกสำเนาและจัดเก็บไว้ในหลายๆที่ แต่เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะถูกเข้ารหัสไว้ จึงทำให้มีแค่เราและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้ ในขณะที่คนอื่นๆจะเห็นเป็นรหัสครับ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดสัดส่วนของข้อมูลที่แต่ละคนสามารถเห็นได้ด้วยครับ หากจะทำการแฮ็ค Blockchain เลยนั้น ต้องขอบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากครับ เพราะ Hacker จำเป็นต้องใช้การประมวลผลที่สูงมากในการจัดการกับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มากอย่าง Blockchain จึงทำให้ Blockchain มีความปลอดภัยสูง เทคโนโลยี Blockchain จึงเหมาะสำหรับข้อมูลที่ต้องมีการจัดเก็บตลอดเวลา สามารถตรวจสอบได้ และต้องการความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือมากพอสมควรครับ

คำถามตอนนี้คงอยู่ที่ว่า แล้วถ้าหากเป็น Healthcare เราจะสามารถนำเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Blockchain ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

MEDREC – Accessible Yet Secured Health Record

ผมนำโปรเจค MedRec มาเป็น case study ปิดท้ายให้ชาวรักดีได้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ จากสำรวจโดย Premier Healthcare Alliance พบว่าคนอเมริกันจะเปลี่ยนแพทย์ที่รักษา 16 คนในช่วงชีวิต ซึ่งถึงแม้ว่าข้อมูลของการตรวจแต่ละครั้งจะถูกเก็บแบบ digital ก็ตาม การที่ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่มีการแชร์กันระหว่าง provider เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บบนฐานข้อมูลที่ต่างรูปแบบนั้น นอกจากจะเสียเวลาและเสียงบจำนวนมหาศาลต่อปีแล้ว นี่ยังหมายถึงการดูแลรักษาที่ขาดตอนอีกด้วย

Medrec เป็น โปรโตไทป์ระบบการจัดการ Electronic Health Record (EHR) ระหว่างผู้ป่วย (Patient) กับสถานพยาบาล (Provider) ด้วย blockchain นั่นเอง ในส่วนของ Blockchain ตัว Block ใน MedRec จะเก็บข้อมูลแสดงความเป็นเจ้าของ Medical Record และการอนุญาติให้เปิดเผยและเข้าถึงข้อมูล (กำหนดโดยผู้ป่วย) ซึ่งเราสามารถติดตามได้ด้วย Smart Contract ที่อยู่บน Blockchain ซึ่งจะเป็น Data Pointer คอยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและสถานพยาบาล ไปจนถึง Local Database ที่มี EHR ของผู้ป่วยเก็บไว้อยู่ในสถานพยาบาลต่างๆ

โดยการจะเข้าถึงข้อมูลจำเป็นต้องมี Public Key ที่เข้ารหัสแล้วในการระบุตัวตน (ในที่นี้จะใช้เป็นตัวอักขระ เช่น ID หรือชื่อ) โดยผ่าน Registrar Contract หลังจากนั้นเราจึงสามารถเข้าถึง Summary Contract ได้ โดยใน Summary Contract นี้จะรวมแหล่งอ้างอิงถึง Patient – Provider Relationship ซึ่งบ่งบอกถึงการเข้ารักษาของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลนั้นๆ Summary Contract จะมีทั้งของผู้ป่วยและสถานพยาบาล มีการกำหนดสถานะ (Status) ของ Patient – Provider Relationship เอาไว้เพื่อเป็นทางในการค้นหาและกำหนดการเข้าถึงข้อมูล EHR ของผู้ป่วย ซึ่งตัวผู้ป่วยยังสามารถกำหนดข้อมูลที่ต้องการเปิดเผยใน Patient – Provider Relationship เองได้อีกด้วยครับ

การจะเพิ่มข้อมูลใน MedRec ก็เข้มงวดสุดๆ มีแต่สถาบันที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้นที่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการเพิ่มและยืนยันข้อมูลระบุตัวตนใน Registrar Contract ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิ์ในการยอมรับหรือปฎิเสธการเพิ่มข้อมูลเข้าระบบ โดยผ่านการติดต่อระหว่าง Node ของผู้ป่วยกับสถานพยาบาลนั้นๆ ทำให้เราสามารถป้องกันข้อมูลแปลกปลอมที่อาจจะเพิ่มเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม Blockchain เป็นระบบที่ต้องพึ่งพา Node ในการตรวจสอบและคงอยู่ของระบบ MedRec เอง จึงมีการชักชวนให้สถาบันวิจัยหรือสถานสาธารณสุขเข้ามาเป็น Data miner (แลกกันกับที่ Data miner สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตน (Anonymized Data) เพื่อนำไปใช้ได้ในการทำงานวิจัยต่อไป) ทำหน้าที่ในการขุดค้นข้อมูล (Data mining) ให้ และคอยตรวจสอบข้อมูลภายใน Blockchain เพื่อรักษาระบบและจุดประสงค์ด้านความปลอดภัย จุดเด่นอีกอย่างของ MedRec ที่เห็นได้ชัดก็คือมี API  ที่สามารถเข้ากันได้กับระบบโครงสร้างข้อมูลของสถานพยาบาลที่มีอยู่แล้วนั่นเองครับ โดย MedRec ทำหน้าที่เป็น Communication layer สำหรับติดต่อสื่อสารกับระบบข้อมูลของสถานพยาบาลครับ ซึ่งทำให้ MedRec เป็นระบบที่ใช้งานได้สะดวกมากทีเดียวครับ

การเข้ามาของ MedRec และเทคโนโลยี Blockchain นอกจากช่วยแก้ปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์แล้ว นี่ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆใน Healthcare เช่น การทำ Predictive Analytics จากการใช้ข้อมูลที่ทั้งปลอดภัยเชื่อถือได้ มาการเพิ่มการวิเคราะห์เชิงลึก หรือ Deep learning เข้าไป ทำให้เกิดเป็นระบบการเรียนรู้สุขภาพ (Learning Health System) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบและเฝ้าระวังโรคระบาด ในอนาคต MedRec อาจจะขยายไปยังสถาบันหรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัทยา บริษัทประกัน หรือ Healthcare Startup ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทดสอบและดูแลระบบเพื่อการพัฒนาในอนาคตต่อไป

สำหรับชาวรักดีคนไหนสนใจอ่าน casestudy ฉบับเต็มก็สามารถเข้าไปได้ที่นี่เลยนะครับ A Case Study for Blockchain in Healthcare: “MedRec” prototype for electronic health records and medical research data แล้วคราวหน้าเราจะมากลับคุยกันว่าการที่จะทำให้เกิด blockchain ให้เกิดและปังในวงการสาธารณสุขไทย จะเจออุปสรรคอะไรบ้างและเราจะต้องดำเนินการอย่างไร

Written by:
Pongwisit Jonglerdruk
Rarin Auwattanamongkol

Edited by:
Rarin Auwattanamongkol

 

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *