SUMMARY :

How have technology changed the landscape of … everything? We first saw how new technologies renovate the face of financial technology and like people say these technologies will come around to rock every industry the same way it did for financial industry. Healthcare is fast to pick up on these new and savvy techs. 

No we did not do that. Dr. Kanawat ( AKA Mhor egg ) was doing his vaccine reseach at harvard as part of his scholoarship program when he found out that most researches anywhere int he world are facing the same problem – funding problem.


เรายังจำคำพูดของดร.รัฐกร พูลทรัพย์ได้อยู่ ที่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงทุกวงการ “เทคโนโลยีนี้มีผลกระทบต่อวงการการเงินอย่างไร ก็จะวนกลับมามีผลกระทบเดียวกันต่อวงการเฮลท์แคร์อย่างนั้น” วันนี้เรานำบทความจาก Harvard Business Review มาให้ได้ลองอ่านกันค่ะกับ 3 บทเรียนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่บริการทางสาธารณสุข

นักลงทุนหรือผู้ใช้บริการธุรกรรมในปัจจุบันสามารถที่จะหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้นจากหลายช่องทางซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้วงการการเงินต้องปรับตัวอย่างมาก จุดหนึ่งเลยที่เฮลท์แคร์กำลังปรับไปเคียงข้างกันก็คือการปรับตัวเป็น value-based model ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและย้ายจุดสนใจให้มุ่งเข้าหาฝ่ายคนไข้หรือผู้รับบริการมากขึ้นแบบทวีคูณ เราสามารถที่จะเรียนรู้การเปลี่ยนโฉมของธุรกิจทางการเงินที่พยายามสร้างความเชื่อใจด้วยการเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเพื่อเข้าสู่การเป็น value-based care อย่างแท้จริง

1. เปลี่ยนบริการให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ (Turn services into products)

Finance: จากที่เราต้องเข้าไปปรึกษาตามสถาบันการเงินเพื่อให้ช่วยจัดการโยกย้ายเงินในบัญชีหรือวางแผนการเงินให้กับเรา ผู้ใช้บริการก็จะต้องทำอย่างนี้วนไปในทุกๆครั้งที่จะมีการทำธุรกรรมใดๆ แต่ฟินเทคในปัจจุบันไม่ได้แค่ช่วยให้เราทำธุรกรรม 1 อย่างได้ง่ายขึ้น แต่เป็นพัฒนาบริการทางการเงินที่มีองค์ประกอบเสริม ช่วยให้เราดูแลธุระและสามารถวางแผนระยะยาวได้  นี่คือการเสริมสร้างบริการให้แข็งแรงขึ้นด้วยการเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์!

Healthcare: เช่นเดียวกัน บริการทางสาธารณสุขก็เปรียบเหมือนผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งที่เราส่งมอบให้กับคนไข้โดยตรง หรือให้หน่วยงานที่สามารถเข้าถึงคนไข้ทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระยะยาวหรือสั้น ยกตัวอย่างของเมืองนอกกันก่อน อย่างเช่น Pillpack สตาร์ทอัพที่มาพร้อมกับความตั้งใจในการสร้างแพคเกจยาแบบ Personalized จัดยาในซองให้กับผู้ใช้ตามเวลาเพื่อป้องกันการใช้ยาผิด สามารถจัดส่งยาได้หลายประเภท หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาน้ำ ยาพ่น โดยมีการป้องกันให้คนไข้เรียบร้อยว่าแพคเกจที่มาส่งจะไม่มีการปลอมแปลงใดๆ ในเมืองไทยเองอย่าง “Health at home ที่มีความตั้งใจที่จะพัฒนาบริการดูแลผู้สูงอายุได้แม้อยู่ที่บ้าน ที่มีทั้งดูแลทั่วไป ทำกายภาพบำบัด หรือจะเป็นการพยาบาล นอกจากนี้ก็ยังมีบริการเยี่ยมบ้านโดยทีม Health at home เอง เพื่อสอบถามความต้องการ ประเมินอาการของผู้ป่วยเบื้องต้น และออกแบบ Care plan ที่เหมาะสมที่สุด และคอร์สฝึกอบรมเชิงปฏิบัติพร้อมเกียรติบัตรสำหรับผู้ที่ผ่านการทดสอบทักษะ

2. สะดวก เข้าถึงง่าย แถมลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย (Increase convenience and reduce cost)

Finance: ในอดีตการจะติดต่อโบรกเกอร์ เราก็จะต้องนัดก่อนแล้วก็เข้าไปเจอได้เฉพาะช่วงเวลางานเท่านั้น แต่ปัจจุบันก็ได้มีการโยกย้ายบริการของโบรกเกอร์มาเป็นออนไลน์โบรกเกอร์ที่คอยให้ความช่วยเหลือในการดูแล portfolio จากที่บ้าน ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ในราคาบริการเดียวกัน แถมยังสะดวกกว่าอีกด้วย!

Healthcare: ซึ่งก็เหมือนกับที่ออนไลน์โบรกเกอร์เหล่านี้ผลักดันให้เห็นแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยี จึงเป็นจุดกำเนิดของคอนเซปต์ Telehealth ที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนไข้และแพทย์หรือพยาบาล ที่เริ่มตั้งแต่การหาแพทย์ นัดแพทย์และแม้กระทั้งการพบแพทย์ก็สามารถทำได้ออนไลน์ด้วยการใช้ Video call ยกตัวอย่างในเมืองไทยเรามี Zeekdoc แพลต์ฟอร์มที่ช่วยให้คนไข้และครอบครัวสามารถค้นหาแพทย์ใกล้บ้านถึงระดับอนุสาขาและยังสามารถทำการนัดหมายทันที ซึ่งคนไข้สามารถที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นล่วงหน้าเพื่อช่วยประหยัดเวลา ซึ่งตอนนี้ Zeekdoc มีแผนการที่จะขยายไปตามจังหวัดต่างๆในประเทศไทย สำหรับ Telemedicine ในเมืองไทยเองก็กำลังตื่นตัวมีทั้ง RingMD ซึ่งมุ่งเน้นดูแลสุขภาพออนไลน์เพื่อส่งเสริมการดูแลที่ดีอย่างต่อเนื่อง หรือน้องใหม่อย่าง “Ooca” ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ที่เฉพาะเจาะจงดูแลด้าน mental health ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นกัน และเราคาดว่าในอนาคต เราจะเห็นอีกหลายๆกลุ่มที่จะเข้ามาช่วยเสริมบริการในแง่นี้ซึ่งจะทำให้บริการทางสาธารณสุขไม่จำกัดอยู่ที่สถานที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไป

ตั้งแต่คอนเซปท์ Telemedicine เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2014 ปัจจุบันมีคนไข้ที่ได้รับประโยชน์จากบริการนี้มากกว่า 10 ล้านคน คนไข้สามารถที่จะบอกถึงอาการและทราบถึงวินิจฉัยเบื้องต้น คำแนะนำและเรียนรู้วิธีการดูแลได้ไม่ว่าจะกลางวันกลางคืน ซึ่งในปัจจุบันหลายๆแพลต์ฟอร์มมีการจับมือร่วมกับบริษัทประกันเพื่อให้เกิดบริการที่ครบวงจรมากขึ้นและช่วยลดในแง่ของค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน

3. ให้ข้อมูลเป็นพลัง (Leverage big data)

Finance: ฟินเทคช่วยทำให้เราเห็นว่าการรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายจากทั้งทางฝั่งแบงค์ หน่วยงานสินเชื่อและอื่นๆให้รวมกันนั้นเป็นไปได้ เพื่อให้บริการจัดประมวลเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและครอบคลุมในระยะเวลาที่สั้นขึ้นและถูกต้องมากขึ้นให้แก่ลูกค้า #ในทางสาธารณสุขก็เช่นกัน

Healthcare:  จริงๆแล้วการทำงานของหน่วยงานสาธารณสุขไม่ใช่การทำงานเดี่ยวๆ แต่บางครั้งอาจจะจำกัดอยู่ภายในองค์กร ซึ่งแต่ละหน่วยก็จะผลิตข้อมูลด้านสาธารณสุขในแต่ละวันออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยการที่เมื่อก่อนเราอาจจะยังไม่มีเทคโนโลยี เราจึงยังไม่เห็นภาพการใช้งานของ Big data อย่างเต็มตัว ซึ่งถ้าใครติดตามก็จะเห็นชื่อของ IBM Watson เข้ามามีส่วนในการพัฒนาการจัดการ Big data โดยนอกจากจะช่วยพัฒนาการรักษาแล้ว ยังสามารถนำไปสู่การพยากรณ์โรคและประเมินผลลัพธ์การรักษาอีกด้วย ปัจจุบันก็ได้มีการพยายามนำ EHR เข้ามาผสมผสานกับเทคโนโลยีประเมินและแสดงผลออกมาเป็นเทรนด์สุขภาพให้กับผู้ใช้ ซึ่งสามารถที่จะบันทึกข้อมูลรายวันจาก wearable หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วัดอื่นๆ ในเวลาเดียวกันผู้ใช้ก็สามารถเรียนรู้เกณฑ์มาตรฐานเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังสุขภาพของตัวเองให้เกิดการดูแลที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างในเมืองไทยอย่าง SmartHealthCare ที่นอกจากจะเก็บข้อมูลแล้วยังสามารถแสดงผลเทรนด์สุขภาพ โดยมีแผนที่จะพัฒนาให้สามารถทำ Prediction ในอนาคต โดยตอนนี้ทางทีมได้เปิดให้เข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชันบน ios แล้วอีกด้วยสำหรับบุคคลทั่วไป

กว่า 20 ปีที่บริการทางการเงินจะเปลี่ยนแปลงมาเป็น Consumer-oriented หรือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของการบริการอย่างแท้จริง เฮลท์แคร์เองก็กำลังก้าวสู่จุดนั้นเช่นเดียวกัน คนไข้คือหัวใจของสิ่งที่เราทำ แต่เราอาจจะไม่ได้เห็นความตั้งใจดีๆนั้นเติบโตอย่างยั่งยืนถ้าหากเรายื่นความมุ่งมั่นของคุณไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้นักลงทุนนำไอเดียไปต่อยอดคนเดียวหรือให้คนไข้เป็นฝ่ายตัดสินใจล้วนๆ โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจระบบการทำงานอย่างลึกซึ้ง ระบบนิเวศจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นถ้าเกิดการร่วมมือกันในทุกระดับทั้งสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมอยู่ในมือ คนไข้ที่มี pain point และกำลังรอทางแก้ไข นักลงทุนที่มีเม็ดเงินสำหรับต่อยอด รวมทั้งหน่วยงานสาธารณสุขทั้งระดับรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมที่สามารถช่วยในการผลิตและกระจายผลิตภัณฑ์

Source:
hbr.org

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *