ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ทีมรักดีได้รับโอกาสไปร่วมฟังเสวนาในครั้งนี้ สมกับเป็นงานเสวนา Healthcare and Wellness Tourism Thailand จัดโดย Harvard Business School Association of Thailand ซึ่งได้แขกรับเชิญระดับท๊อปมาจับเข่านั่งคุยกันอย่าง อาจารย์ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์กรุงเทพ คุณศรัณยู ชเนศร์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท หนึ่งในโรงพยาบาลที่เรียกได้ว่าเป็น Early adopter ในการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการพัฒนาบริการคนไข้ และ Mr.John Steweart ผู้ก่อตั้ง Kamalaya Hospital group ที่เกาะสมุย วันนี้รักดีขอสรุปย่อยๆที่น่าสนใจมาให้ชาวรักดีมาให้ได้อ่านกันค่ะ

Panelists

Dr.Chatree Duangnet (M.D., FAAP, FACURP), Executive Vice President, Bangkok Dusit Medical Services
John Stewert Founder & Chairman Kamalaya Koh Samui
Mr. Sranyoo Chanet Vice President Kluaynamthai Hospital Group

Thainess, the true strength of medical tourism in Thailand

อ.ชาตรีให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีความเป็น Hospitality สูงมากซึ่งมาจากนิสัยพื้นฐานของคนไทย ได้รับการปลูกฝังจนชาวต่างชาติเรียกกันว่า Thainess ที่ต้อนรับขับสู้ มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถให้ความสะดวกแก่คนไข้ในการรักษาเพื่อให้เกิดประสบการณ์การดูแลที่ดีที่สุด ในแง่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพของไทยอยู่ที่ 60%  เมื่อเทียบกับรักษาในสหรัฐอเมริกา และคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ที่ 30% และมาเลเซีย 70% อ.ชาตรีคิดว่า “คุณภาพ” คือปราการที่แข็งแรงที่สุดของประเทศไทย และในฐานะที่โรงพยาบาลไทยเป็น “เจ้าถิ่น” เรามีความเข้าใจในประเทศของเราและภูมิภาคของเรามากกว่าคู่แข่งจากภายนอก และเมื่อเราแข็งแกร่งจากภายใน เราก็สามารถที่จะขยายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ปัจจุบันเครือ BDMS ปัจจุบันก็เริ่มแตก line ออกมามีทั้งโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือคลินิค ไม่ได้มุ่งสร้างแต่โรงพยาบาลใหญ่อย่างเดียว เพื่อรองรับฐานคนไข้ที่อาจไม่สามารถสู้กับราคาโรงพยาบาลใหญ่ๆได้

ระบบโรงพยาบาลของประเทศไทยเองก็เป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัดในมุมมองของคุณจอห์น เพราะโรงพยาบาลไทยจัดว่าเป็นโรงพยาบาลที่เน้นการบริการสูง คนไข้เข้ามาได้รับการดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อมาท่องเที่ยวแล้วเจ็บป่วยไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลเลย แต่สำหรับนักท่องเที่ยว VIP บางกลุ่ม จำนวนสถานพยาบาลรวมไปถึงเรทติ้งมีความสำคัญมาก ซึ่งตอนสมัยนั้นที่ไปตั้งอยู่ที่เกาะสมุย ตอนแรกนักท่องเที่ยว VIP จะไม่เลือกมาที่เกาะสมุยเพราะว่ามีจำนวนสถานพยาบาลไม่เพียงพอหรือระดับการบริการที่ยังน่ากังขา จนในที่สุดมีการมาเปิดโรงพยาบาลใหญ่ๆในท้องถิ่นก็ช่วยให้เกิดการกระจายตัวของ Medical tourism ได้อย่างมาก

ในส่วนของคุณศรันยู ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างรากฐานด้านการรักษามาจากนิสัยที่เป็นมิตรของคนไทยเอง แต่ถ้าถามว่านั่นพอหรือไม่ คุณศรัณยูแชร์กับเราว่าประเทศไทยอาจจะเป็น Medical hub ด้วยศักยภาพของหมอและโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน JCI สร้างความเชื่อมั่นให้กับภูมิภาคเสมอมา แต่รู้ไหมว่าคนอิสลามที่เคร่งเรื่องฮาลาลมากๆ ก็ตัดสินใจที่จะไปรักษาที่มาเลเซียถึงแม้ว่าค่ารักษาจะแพงกว่า หมออาจจะเก่งเท่ากันหรืออย่างไร สาเหตุด้วยไม่ใช่แค่เรื่องอาหารแต่เขาต้องมั่นใจได้ว่าสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่จะไม่ทำให้ความเชื่อทางศาสนานั้นปนเปื้อน

Nemo and the sharks

ถามว่าโรงพยาบาลใหญ่เล็กจะกินกันเองหรือไม่เมื่อบนเวทีมีเครือ BDMS นั่งอยู่ อ.ชาตรีมองว่าการจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่ “เรามี KPI (Key Performance Indicator) ของตัวเองที่เราให้ความสนใจ เราไม่ได้มองว่าใครจะกินใคร ในฐานะที่อาจารย์ดำรงตำแหน่งดูแลคุณภาพโรงพยาบาล ทุกเดือนเรามีการประชุม เราดูทั้ง 44 โรงพยาบาล กว่า 700 ปัญหา ติดตาม KPI ในแง่ของคุณภาพในการรักษาเหล่านั้นทุกอัน เพื่อให้มั่นใจว่าโรงพยาบาลของเรายังทำงานเต็มประสิทธิภาพอย่างที่เคยเป็นมา เพื่อทำให้จุดยืนของเราแข็งแกร่งในระบบนิเวศเช่นเดียวกันไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด สำคัญที่สุดคือ Safety and Quality เสมอ”

At a certain point, the business owns, you don’t anymore own the business.
– John Stewert

คุณจอห์นเล่าให้ฟังว่าก่อนที่จะมาทำ Kamalaya เค้าได้นั่งคุยกับทีมของเค้าแล้วว่าเราจะลงลึกในส่วนไหนหรือไม่ แต่ว่าในที่สุดเค้าก็ตัดสินใจที่จะสร้าง WELLNESS แบบองค์รวม เพราะความตั้งใจของเขาคือการเป็นทุกๆอย่างสำหรับทุกๆคน ซึ่งในปัจจุบัน Kamalaya ก็เจอกับโมเดลที่มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้ได้กับสาขาอื่นๆหากคิดที่จะขยายไปยังประเทศอื่น

สำหรับคุณศรัณยูก็ติดมุขตลกมาด้วยว่าสำหรับเค้า เค้าก็เหมือนกับปลานีโมซึ่งอาศัยอยู่ในทะเล และสุดท้ายปลาทุกตัวก็ต้องอยู่ด้วยกัน คุณศรัณยูบอกว่าในฐานะที่เป็นเครือโรงพยาบาลเล็กในดงฉลาม สิ่งที่กล้วยน้ำไทพยายามก็เหมือนกันคือการพัฒนาคุณภาพ พยายามให้มีการบริการที่ดีในราคาที่กลุ่มคนไข้ที่เราต้องดูแลสามารถเข้ามาใช้บริการได้ และยังมีการออกไปหาพาร์ตเนอร์นวัตกรรมมาร่วมทีมอยู่เสมอ

Next step : trends for healthcare and wellness

สำหรับก้าวต่อไปของ Thailand medical tourism อาจารย์ชาตรีให้ความเห็นว่า ใช่เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี ซึ่งอาจารย์มองว่า Informatics คือก้าวต่อไปของ healthcare ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดการข้อมูลในโรงพยาบาล แต่ต้องทำให้ข้อมูลสื่อสารได้ เกิดการแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ของคนไข้ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ IoT ที่จะเข้ามาเปลี่ยนการรวบรวมข้อมูลนอกเหนือไปจากเขตโรงพยาบาล

“Next is connectivity – between providers to providers and providers to patients. Telemedicine used with wearables to help chronic patients”
– Dr.Chatree Duangnet

เมื่อถูกถามว่า BDMS ลงทุนไปกับ R&D มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อเทคโนโลยีคือก้าวต่อไปในแง่ของการรักษาอย่างเถียงไม่ได้ ในแต่ละโรงพยาบาลในเครือจะได้รับทุนสนับสนุนและงบประมาณเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาระบบอยู่แล้ว (ถึงแม่ว่าจะไม่ได้ลงตัวเลขให้กับผู้ฟังก็ตาม) ซึ่งตอนนี้ทาง BDMS ได้เริ่มต้นโครงการวิจัยร่วมกับอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมัน

คุณจอห์นให้ความเห็นว่า Research and development จะกลายเป็นสปอตไลท์ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่อย่างแน่นอน ที่อาจจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนโฉมเลยดีกว่า คุณจอห์นยกตัวอย่างเรื่องการค้นพบอวัยวะใหม่ มีเซนเทอรี (Mesentery) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอวัยวะในช่องท้องให้ติดกับผนังในช่องท้อง ซึ่งคุณจอห์นคิดว่านี่ไม่ใช่แค่น่าตื่นเต้นแต่ว่าน่าตกใจมากกว่าที่ 300 ปีของวิทยาศาสตร์การแพทย์มนุษย์ไม่เคยรุ้มาก่อนว่ามีอีกอวัยวะหนึ่งอยู่ในร่างกาย  และวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเปลี่ยนไปอีกมากจากการศึกษา microbiomes รวมไปถึง nanomedicine

คุณศรัณยูแชร์ว่าประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบ Universal healthcare coverage เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีสิทธิในการรับการรักษาอย่างเท่าถึงซึ่งปัจจุบัน คนไทยทุกคนจะถูกรักษาภายใต้ 3 สิทธิคือ ประกันสุขภาพแห่งชาติ (Universal Coverage Scheme, UCS) ประกันสังคม (Social Health Insurance Benefit Scheme, SHI)  และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (Civil Servant Medical Benefit Scheme, CSMBS) ซึ่งทิศทางใหม่ที่ทางรัฐบาลกำลังให้ความสนใจก็คือ Prevention อย่างเช่นสสส.ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อผลักดันให้คนไทยสุขภาพดีด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ได้รับความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งปากมดลูกสำหรับผู้หญิง จริงๆแล้วนอกจากการมาฉีดวัคซีนก็ยังมีโปรแกรมให้ผู้หญิงสามารถเข้ามาทำการ follow-up ได้อีก

Opportunities for Thailand Medical Tourism

เราชอบมากเลยคำถามจากผู้ฟังท่านหนึ่งซึ่งถามว่าอะไรที่แตกต่างจาก 10 ปีที่แล้ว

คุณจอห์นร่วมแชร์ว่า สถานการณ์ของ healthcare ปัจจุบันไม่ใช่โรคที่เห็นได้ทางร่างกายเท่านั้น แต่คือโรคทางจิตใจเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป หรือ mental health เราจึงต้องคิดถึง alternative healthcare ด้วยการรักษาที่เป็น holistic มากขึ้นหรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kamalaya ทำอยู่ การกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการดูแลร่างกายเริ่มจากตัวเรา ยกตัวอย่างเช่นโรคเบาหวานหรือโรคมะเร็งซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นโรคที่ใครๆก็เป็นได้ กลายเป็น Epidermic disease ไปแล้วด้วยซ้ำ อีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญก็คือการศึกษา ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนในประเทศเข้ามามีส่วนในการพัฒนา Medical tourism ในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลก็ควรที่จะให้ความสนใจในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรเพราะนี่จะมาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของบริการอย่างแน่นอน เศรษฐกิจรัสเซียที่เฟื่องฟูขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยมายึดโรงแรมไทยก็ไม่ได้มาเหมือนเมื่อก่อน แต่โรงแรมหรือร้านบริการด้านสุขภาพที่เคยมีลูกค้าก็โล่งไปหมด

อ.ชาตรีติดตลกว่า นี่เพราะเราทำอย่างเดิมมา 10 ปีคงจะเบื่อแล้วรึเปล่า แต่เหตุผลที่บางครั้งเราไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะดูใหญ่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะว่าเรามี acute care hospitals เยอะไปและส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความผิดของ BDMS เองเพราะเราไปสร้างไว้เยอะรึเปล่า อาจารย์ให้ความเห็นว่าต่อไปนี้เราอาจจะต้องเดินหน้าเรื่อง Vertical healthcare คือมีศูนย์รักษาที่เฉพาะทางมากขึ้น และเมื่อเราไปถึงจุดนั้นที่เรามีผู้เชี่ยวในการดูแลมากพอ เราก็จะก้าวไปสู่ Lateral healthcare ในขั้นถัดไป ก็คือ continuum หรือความต่อเนื่องในการดูแลคนไข้ เพราะการดูแลรักษาของยุคใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นหรือเริ่มขึ้นเมื่อคนไข้เหยียบโรงพยาบาลแต่รวมไปถึงก่อนเข้ามาโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ซึ่งเครือ BDMS หวังว่าการทำให้เกิด Center of Excellence และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในภูมิภาคมากขึ้นหรือลดปัญหาจากการที่คนไข้ต้องเดินทางและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไปได้

“We are moving from curative to preventive”
– Mr. Sranyoo Chanet

คุณศรัณยูแถมว่า เราต้องคิดว่าคนไข้สามารถที่จะใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างไร ทำอย่างไรการมีโรคประจำตัวจึงจะไม่กลายเป็นข้อจำกัดของคนไข้ ซึ่งด้วยวิวัฒนาการทาง genomics หรือ nutrigenomics รวมไปถึง personalized medicine, personalized food เทคโนโลยียุคใหม่จะสามารถทำให้เกิดการรักษาแบบรายตัว มีความเจาะจงถึงระดับอวัยวะหรือระดับยีนส์ ยกตัวอย่างยาที่สามารถรับประทานแล้วยาสามารถที่จะไปยัง Targeted organ ได้ และเมื่อคนเริ่มให้ความใส่ใจในสุขภาพของตัวเองมากขึ้น Wearable ก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย ต่อไปแพทย์ก็สามารถที่จะช่วยคนไข้เฝ้าระวัง มีข้อมูลที่ถูกต้องและ Real-time รวมไปถึงการวางแผนการรักษาแบบ Tailor-made

เพราะประเทศไทยไม่ใช่แค่โรงพยาบาล คลินิค หรือสปา แต่รวมไปถึงอุปกรณ์ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็กำลังพยายามกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในประเทศ ซึ่งตอนนี้เตียงทำฟันก็ผลิต 100% ในประเทศไทยได้แล้ว อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีกลุ่มลูกค้าแค่ในประเทศไทย แต่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประเทศเพื่อนบ้าน (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) ซึ่งทำให้กลายเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะส่งออกอุปกรณ์หรือนวัตกรรมไปยังประเทศใกล้เคียงแทนการนำเข้าจากฝั่งตะวันออก หรืออย่างนวดแผนไทย ทำไมถึงควรให้ความสำคัญก็เพราะนวดแผนไทยใช้สมุนไพรไทย ใช้ไพลซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยจนกระทั่งเราต้องสั่งนำเข้าเพื่อมาใช้ในประเทศด้วยซ้ำ ในส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คุณศรัณยูอยากฝากไว้

และนั่นก็คือสรุปย่อๆจากเสวนา Healthcare and Wellness Thailand Tourism ที่เราเอามาฝาก ชาวรักดีคิดเห็นอย่างไรกันบ้างอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้ 🙂

 

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *