SUMMARY :

Blockchain is going places!! We take you back to TMI (Thailand Medical Informatics) to explore what it is about blockchain that gets people so hyped. Since one application of blockchain is not enough to wow the crowd, we list out 6 more to illustrate a bigger picture – opportunities 

No we did not do that. Dr. Kanawat ( AKA Mhor egg ) was doing his vaccine reseach at harvard as part of his scholoarship program when he found out that most researches anywhere int he world are facing the same problem – funding problem.


หลังจากโลดแล่นและเติบโตแบบก้าวกระโดดในวงการ Finance มาซักพัก ที่ยืนของเทคโนโลยี Blockchain ในวงการเฮลท์แคร์อยู่ที่ไหนบ้าง วันนี้เรามาเก็บตกจากงาน TMI ที่ผ่านมาว่าจุดยืนจากวันนั้นชัดเจนแล้วแค่ไหน ไม่ใช่แค่ช่วยจัดการ EHR เท่านั้น แต่ยังสามารถขยายการใช้งานไปช่วยในงานวิจัย แก้ไขปัญหาเอกสารประกัน หรือแม้แต่ป้องกันการทุจริตก็ได้ด้วยนะคะ

ได้รับเกียรติจากดร.รัฐกร พูลทรัพย์ ปัจจุบันนอกจากจะใส่หมวกอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) แล้ว อาจารย์ยังสวมหมวกที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้กับอีกหลายโรงพยาบาล มาร่วมแชร์ถึงมุมมองและโอกาสของเทคโนโลยีตัวนี้ในวงการเฮลท์แคร์ ความสามารถของ Blockchain ที่ได้ชื่อว่าเป็น IT Revolutionary ไม่ได้จำกัดอยู่ที่แค่วงการ Financial แต่สามารถที่จะนำมาประยุกต์ได้กับทุกวงการ ซึ่งวงการถัดไปที่เราจะได้เห็นก็คือวงการสาธารณสุข

“เทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกวงการ เพียงแต่ว่าวงการ financial สะดุ้งเป็นวงการแรก และเทคโนโลยีนี้มี  impact กับวงการ financial ยังไง เดี๋ยวก็จะวนกลับมา impact วงการเฮลท์แคร์อย่างนั้น”

อาจารย์เริ่มต้นจากการแชร์ให้ฟังว่า ในการประมวลผลหรือส่งต่อข้อมูลเมือก่อนจะกระทำในลักษณะที่กระจายออกจากศูนย์กลางหรือมี mainframe แต่ว่าโดยปกติแล้ว 1 หน่วยงานก็ไม่ได้มีแค่เซิฟเวอร์เดียวในการเก็บข้อมูล และข้อมูลแต่ละเซิฟเวอร์นี้คุยกันยังไง ทำงานร่วมกันอย่างไรในโรงพยาบาลเดียวกัน นี่ก็เป็นปัญหาแล้ว พอมีเทคโนโลยีคลาวด์ ก็ย้ายข้อมูลขึ้นไป ซึ่งก็อาจจะมีได้ 2- 3 คลาวด์ต่อหนึ่งหน่วยงาน แต่ข้อมูลก็ยังไม่สามารถที่จะสื่อสารกันได้อยู่ดี ทุกอย่างยังอยู่ใน SILO แยกกัน การจะใช้ก็ต้องผ่านการเปิด application มากมายต่างแพลตฟอร์มกว่าจะนำข้อมูลออกมาใช้ ทำให้ปัจจุบันภาครัฐพยายามที่จะเดินหน้าให้เกิด standard cloud ขึ้นมา นอกจากนี้การใช้คลาวด์เองก็ยังเป็นที่กังขาสำหรับผู้บริหารด้วยปัจจัยด้านความปลอดภัยของข้อมูล

“ปัญหาก็คือในหลายๆที่ยังมีระบบที่ disintegrate กัน ก็คือไปซื้อแพคเกจตัวนั่นมา ตัวนี่มา กระจัดกระจายมาก แต่หาวิธี integrate กันไม่ได้ เพราะฉะนั้นในลักษณะนี้ ในอนาคตเราจะมีวิธีการนอกจากเป็น Centralized, Decentralized แล้ว เรายังมีแบบ Distributed ด้วย

อาจารย์ยกตัวอย่างเช่น สมมุติเรามี 2 โรงพยาบาล ผู้ป่วยเดินทางไปหาโรงพยาบาลที่ 2 ปัญหาคือข้อมูล reconcile กันอย่างไร จัดลำดับข้อมูลอย่างไร ซึ่งทุกคนก็จะต้องส่งข้อมูลที่มีไปที่หน่วยงานกลาง อย่างเช่น สปสช. ทำหน้าที่เป็น clearing house แล้วถึงจะได้ข้อมูลที่เรียบร้อยเป็นระเบียบ แต่ก็ยังต้องมีการลงทุน ตัวกลางก็จะต้องลงทุนกับการสร้างเซิฟเวอร์รองรับ Big data ขนาดใหญ่ ต้องสร้าง Interface มาเพื่อให้ทุกโรงพยาบาลสามารถส่งข้อมูลเข้ามาหาศูนย์กลางได้

แต่ Blockchain จะเปลี่ยนวิธีการจัดการกับข้อมูลให้เป็นแบบ distributed โดยไม่ต้องสนใจว่าเราจะเซฟข้อมูลลงบนฐานข้อมูลไหน แต่เป็นการ publish ข้อมูลออกไปผ่านเน็ทเวิร์ค แล้วข้อมูลจะจัดการตัวเอง ทำ auto-clearing เอง auto-reconcile เอง แล้วก็จะ replicate กระจายออกไปเซฟให้ในทุกจุดที่ควรจะได้รับอัตโนมัติ และเป็นแบบ Real-time (หรือในบางกรณีอย่างเช่น Bitcoin อาจจะมีระยะเวลาหน่วงที่ 10 นาที) สามารถที่จะทำ transaction ตรงไหนก็ได้ หรือ “พูดง่ายๆคือ Blockchain จะตัดศูนย์กลางออกไป” ฟังแล้วอาจจะดูเข้าใจยากนิดนึง แต่ข้อมูลเก็บในระบบแบบ distributed นี้จะปลอดภัย ไม่หาย ไม่ตกหล่น และไม่มีใครสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้นอกจากผู้ที่ถือ private key

เรียกว่าเกริ่นมาไกลทีเดียวแต่ว่าเห็นภาพเลยไหมคะ แล้ว 7 ประโยชน์ของ Blockchain ตอนนี้มีอะไรบ้าง??

  1. EHR storage & security
    สำหรับประโยชน์ต่อการจัดการ Electronic Health Record การใช้ blockchain ทำให้เก็บข้อมุลของแต่ละบุคคลแบบ Pseudonymous หรือเข้ารหัสนามปากกาดิจิตัลนั่นเองค่ะ แล้วเก็บในรูปของ block ผู้ใช้สามารถถือ private key ของข้อมูลตนเองและเลือกที่จะให้สิทธิ์ในการเข้าถึงหรือนำข้อมูลนี้ไปใช้แก่บุคลากรทางการแพทย์จาก private key และเนื่องจาก blockchain สามารถช่วยจัดระเบียบแล้วยังประยุกต์ใช้เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดทำสถิติในแง่ของ Trend prediction ก็ได้เช่นกัน
  2. Health Research Commons
    การทำวิจัยสาธารณสุขใดๆสามารถที่จะรวบรวมข้อมูล PHR จากใน Blockchain โดยยังรักษาในแง่ของความลับของข้อมูล เนื่องจากอย่างที่บอกไปข้างต้นคือ ข้อมูลถูกเก็บในรูปนามปากกา ทั้งนี้การที่ข้อมูลยังคงความเป็นส่วนตัวอยู่อาจทำให้เจ้าของรู้สึกสบายใจขึ้นในการให้ข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของการนำไปวิจัยโดยที่นักวิจัยจะไม่สามารถสืบไปถึงข้อมูลระบุตัวบุคคลหากไม่ได้รับการอนุญาติจากเจ้าของข้อมูล
  3. Health Document Notary Services
    “ใบส่งตัว ใบรับรองแพทย์  หลักฐานประกัน ผลตรวจ ประวัติยาเก่า พาสพอร์ต” นี่คือปัญหาด้านเอกสารที่สร้างความลำบากและเสียเวลาทั้งกับผ่ายคนไข้และฝ่ายโรงพยาบาลไม่แพ้กัน “Notary function” เป็น standard application หนึ่งของเทคโนโลยี blockchain ที่จะช่วยให้ข้อมูลได้รับการยืนยันในระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วินาที แทนการติดต่อและจัดทำเอกสารที่จะออกให้กับหน่วยงานหรือคนไข้ที่อาจใช้เวลาเป็นหลายชั่วโมง หรือเป็นวันๆ
  4. Doctor Vendor RFP Services
    ในข้อนี้เมืองไทยอาจจะยังเห็นกันไม่มากนัก แต่เป็นอีกจุดที่เมืองนอกเริ่มคึกคักกันแล้ว ก็คือการที่บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถ bid ได้คล้ายๆกับคนขับ uber ที่จะต้อง bid แข่งกันเพื่อให้ได้ assignment โดย blockchain สามารถที่จะสร้าง auto-bidding ระหว่างโรงพยาบาลกับเพื่อให้เกิด ความโปร่งใสทั้งในแง่ของราคาค่าใช้จ่าย และยังทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อปรับปรุงคุณภาพในการบริการอีกด้วย
  5. Smart contracts
    อันนี้เป็นการนำ Blockchainเข้าไปใช้ในการจัดการ issue อย่างประกันสุขภาพนั่นเองค่ะ ต่อไปคนไข้หรือหน่วยงานสามารถที่จะดึงข้อมูลที่อยู่ในเซิฟเวอร์มาได้ เอกสารผ่านการ verify จากประกันหรืออย่างเช่น สปสช.เรียบร้อย คนไข้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพกเอกสารมา การทำ clearing และ verification เอกสารเหล่านี้ก็จะเสร็จสรรพใน blockchain รวมไปถึงค่าใช้จ่ายตกค้างใดๆก็สามารถที่จะยืนยันได้
  6. DNA Wallet
    ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี Blockchain “ไปใช้ในการทำวิจัย “Authentication without Identification” ผลการตรวจเราสามารถเก็บเป็นของเราเพียงผู้เดียวได้ แต่ก็ยังสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเพื่อต่อยอดโดยไม่สูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ชาวรักดีสามารถเข้าไปดูได้ก็มีอย่าง DNAbits
  7. Anti-counterfeit drugs
    “ป้องกันยาปลอม ตรวจสอบที่มาได้จริง” เราขอยกผลงานจากสตาร์ทอัพ BlockVerify ที่มีจุดมุ่งหมายในการนำ Blockchain เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบ ยืนยัน และแยกแยะการปลอมแปลงได้ในทุกขั้นของ Supply chain โดยเฉพาะในวงการยาที่มีข่าวออกมาเรื่อยๆกับยาปลอมในบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบได้คล้ายคลึงกัน แล้วผู้บริโภคจะวางใจได้อย่างไรว่ายาที่ซื้อมาถูกต้องจริง

อาจารย์ให้ความเห็นว่าในปีสองปีถัดจากนี้ เราจะยังเห็น Big data ผงาดในวงการเฮลท์แคร์ แต่อีกไม่นาน Blockchain จะเติบโตและแซง big data ไป ส่วนการประยุกต์ใช้อย่างสมบูรณ์แบบจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือพวกเราสตาร์ทอัพจะต้องร่วมมือกับทางภาครัฐเพื่อสร้างบริบทรองรับกับการใช้ก็อาจจะอยู่ที่เรามองภาพไหนไว้และเราแชร์จุดหมายเดียวกันมากแค่ไหน เพราะประโยชน์ของ Blockchain จะไม่ใช่แค่การเสริมความปลอดภัยของข้อมูล ช่วยให้เกิด Interoperability ระหว่างสถานประกอบการพยาบาล และถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงระบบ แต่ระยะยาวเราเชื่อว่า Blockchain จะช่วยลด cost ของระบบสารสนเทศอย่างแน่นอน

Reference:
http://futurememes.blogspot.com/2014/09/blockchain-health-remunerative-health.html
https://cointelegraph.com/news/block-verify-uses-blockchains-to-end-counterfeiting-and-make-world-more-honest

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *