ผ่านไปอีกงานแล้วค่ะชาวรักดีกับ Airmaker เมื่อวันที่ 2 มีนาคม น่าดีใจจริงๆที่ในช่วงนี้เราได้เห็นการออกมาของหลายองค์กรพยายามที่จะช่วยผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตนอกกรอบแค่ในประเทศ และนี่ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่สาย IOT ในไทยไม่ควรพลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งเราสรุปใจความสำคัญของวันนั้นมาให้ที่นี่แล้ว

Panelists:
Lee Kwai Seng, Managing director – Airmaker
Mr. Meetham Na Ranong, Digital Economy Promotion Agency
Dr. Kid Parchariyanon, President of Digital Advertising Association Thailand

Airmaker: The Opening remarks

เราแนะนำให้ชาวรักดีรู้จักกันก่อนเล็กๆ Airmaker เป็น Accelerator ด้าน IOT for Digital Health and Smart Cities ซึ่งแม้จะเปิดตัวมาไม่ถึงปีก็ตามแต่ก็ประสบความสำเร็จกับ Batch แรกไปเรียบร้อยแล้วกับ  5 สตาร์ทอัพที่ถูกคัดเลือกให้เข้าโปรแกรมเข้มข้น 3 เดือนที่สิงคโปร์และเสินเจิ้น ซึ่งเปิดรับสตาร์ทอัพจากทั่วโลกโดยในชุดแรกมีมาจากทั้งในสิงคโปร์เอง จากอินเดีย และเกาหลี

ความแตกต่างของ Airmaker อยู่ที่ไหน?

นี่เป็น Accelerator ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพของคุณ ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 35,000 ดอลล่าร์สิงโปร์ หรือประมาณ 900,000 บาทไทยแลกกับ 7% Equity ทั้งนี้จึงทำให้กระบวนการของ Airmaker เข้มข้นมากๆ เพราะนี่คือการเฟ้นหาเพชรที่ยังไม่เจียระไน และเป็นการแสดงถึงความตั้งใจและสัญญาของ Airmaker ที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถที่จะขับเคลื่อนไอเดียให้กลายเป็นจริง หลังจากจบช่วง 3  เดือนไปแล้ว ก็ยังมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพที่จบออกไปมีโอกาสที่จะระดมทุนในรอบถัดๆไปกับ Connection ที่ Airmaker มีในมืออีกด้วย สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปเช็คในเวบไซต์ได้เลย
(Application ปิดวันที่ 28 มีนานี้แล้ว http://www.airmaker.sg/en/)

ถามว่าจำเป็นต้องเสินเจิ้นหรือไม่??

คุณลีแชร์ว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเภทของผลิตภัณฑ์หรือบริษัทที่ทำอยู่ ยกตัวอย่างบางบริษัทที่มาร่วมกับ Airmaker มีแหล่งผลิตในเกาหลีอยู่แล้วก็สามารถที่จะติดต่อกับแหล่งเดิมได้ สำหรับสตาร์อัพไทยอาจจะต้องนำความรู้ที่เราเตรียมตัวให้ในเดือนแรกกลับมาศึกษาตลาดของคุณอีกครั้ง เพื่อปรับทิศทางอีกครั้งให้เหมาะสม แล้วหากว่าทางสตาร์ทอัพยังต้องการให้เราติดต่อแหล่งผลิตในเสินเจิ้นเราก็สามารถติดต่อได้ หรือจะเป็นในมาเลเซียหรือไต้หวันก็ดี

“เดือนแรกเราจะเน้นเตรียมความพร้อมของทีมเพื่อสร้าง Pitch deck ที่มีประสิทธิภาพ ให้คุณฝึกทักษะในการนำเสนอต่อนักลงทุน เราค่อนข้างเน้นในลักษณะของ B2B ซึ่งเป็นวงจรที่ยาวนานและมักเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของหลายๆสตาร์ทอัพ เดือนที่ 2  ก็จะเป็นการกระตุ้นทีมให้ลงมือสร้าง และผลักตัว prototype ที่มีคุณภาพออกมาในเดือนที่ 3”

หลังจากได้ยินว่าทางฝั่งรัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณ 5,000 ล้านบาทเพื่อใช้ผลักดันสตาร์ทอัพไทย คำถามคือ…สตาร์ทอัพสามารถที่จะเข้ามารับทุนสนับสนุนนี้ได้อย่างไร??? นี่คือหน้าที่หลักของหน่วยงานใหม่ Digital Economy Promotion Agency (DEPA) เพื่อดูแลกองทุนสำหรับนำไปใช้ใน Seed funding หรือนำไปใช้ในการทำ matching ซึ่งด้วยความที่หน่วยงานเองก็พึ่งตั้งมาใหม่ คุณมีธรรมหวังว่าจะมีการสร้างแบบแผนและหลักการในการดูแลเพื่อให้เกิดการจัดสรรที่เหมาะสมและถูกต้อง

แล้วรัฐบาลไทยจะช่วยให้เกิด “local to regional” ได้อย่างไร รัฐบาลเองมีนโยบายที่จะผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้ไปสู่ตลาดโลกอยู่แล้ว แต่อีกมุมนึงคือการดึงดูดความรู้ ทักษะและมุมมองจากข้างนอกเข้ามาเพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรในประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ได้มีการปรับในส่วนของกฏคนเข้าเมืองเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานและอยู่อาศัยในเมืองไทยได้ง่ายขึ้นซึ่งถือเป็นการขยาย Ecosystem ในประเทศอีกด้วย ความตั้งใจของ DEPA  คือเราพยายามสร้างตัวอย่างที่ทำได้จริง เวิร์คจริงเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนกระโดดเข้ามาช่วยกัน และเราเองก็จะพยายามเชื่อมต่อสตาร์ทอัพสู่แหล่งเงินทุนทั้งจาก Angel Investor หรือ VC

ในส่วนของรัฐบาลสิงคโปร์มีส่วนเข้ามาช่วยเหลือสตาร์ทอัพในประเทศมากน้อยแค่ไหน คุณลีขอพูดจากมุมมองของสตาร์อัพ โอกาสในการจะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลในระดับค่อนข้างสูง ถ้าหากว่าเทคโนโลยีของคุณอยู่ในความสนใจหรือธงของ National Research Fund ก็สามารถที่จะขอ Matching funding หรือเป็น Free equity ก็ได้ แต่นอกเหนือไปจากนี้ก็ยังมี IE (International Enterprise Singapore) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการช่วยสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ออกสู่ตลาดโลก อย่างในกรณีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้มีการพยายามจับสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของสิงคโปร์ให้เจอกับธนาคารที่จีนไปเรียบร้อยแล้ว

“It’s the people behind the solution that bring the values to the solution. People with the right expertise behind the solution – people with the right passion behind the solution. Because the solution can change but you really need the right people that can execute.”

การจะได้ทุนสนับสนุนเหล่านี้ก็ย่อมต้องมีหลักในการประเมินที่ค่อนข้างหินพอสมควรแต่ก็ยังมีวิธีอื่นๆอีกในการหาทุน และหลังจากผ่านสังเวียนขอทุนจากรัฐบาลมาหนักหนาสาหัส สตาร์ทอัพเหล่านี้ก็จะเก่งขึ้น มีความเตรียมพร้อมมากขึ้น แต่ในมุมของของคุณลี องค์ประกอบของสตาร์ทอัพสำคัญที่สุด ใครบ้างอยู่ในทีมนั้น คุณสามารถที่จะดึงศักยภาพออกมาใช้ในรูปแบบไหนได้บ้าง

Future is brighter and cheaper for IOT startups

ในส่วนของ IOT คุณลีมองว่ามันคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ วิธีการแก้ปัญหาของสตาร์ทอัพแข็งแรงขึ้น มี Business model ที่ชัดเจนขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่จะซึมเข้าไปในไลฟ์สไตล์ของทุกๆคน ซึ่งเมื่อก่อนเราจะเห็นแค่ในกลุ่มของ Early adopter แต่ปัจจุบันเราเห็นในวงการประกันชีวิต วงการแพทย์ ซึ่งนั่นคือ real-life application

ราคาของอุปกรณ์ อย่าง sensors ที่นำมาใช้ในการทำ IOT ก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งทำให้อัตราส่วนของอุปกรณ์ IOT เพิ่มมากขึ้น มีกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้มากขึ้น  ดูจากในรถที่ปัจจุบันสามารถมาถึงการเป็น Automated car นี่คือความสามารถของเทคโนโลยี Internet of Things จาก Monitoring มาเป็น Assisting driving ได้แล้วด้วย

ในขณะที่เรากำลังได้ยินเรื่องของ Thailand 4.0 และ Digital economy ค่อนข้างหนาหู คุณมีธรรมเล่าว่าตอนนี้นี่คือนโยบายหลักของรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลกำลังต้องการให้ประเทศไทยสามารถสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเองซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมาจากเหล่าสตาร์ทอัพของเราเอง ในส่วนของ Smart cities project ก็ย่อมต้องพูดถึง IOT อยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เราได้ทดลองที่ภูเก็ตแล้ว และเราพยายามที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้ที่เชียงใหม่ ขอนแก่นและระยองต่อไป

Thoughts on Thai startups going abroad

คุณลีแชร์ว่ามีสตาร์ทอัพไทยที่พยายามเข้ามาในโปรแกรมของ Airmaker ซึ่งแต่ละ Solution ก็มีความน่าสนใจ แต่ทีมคัดเลือกของ Airmaker จะมองลึกไปถึงคนในทีมว่าคุณมีคนที่เข้าใจในสายงานเข้ามาร่วมแค่ไหน มีโอกาสที่จะปรับตัวและทำได้จริง และคุณมีมุมมองที่จะขยายหรือโอกาสในการ scale อย่างไรที่ไกลออกไปจากประเทศของตัวเองรึเปล่า

ยกตัวอย่างสตาร์ทอัพหลายๆอันจากจีนซึ่งถือว่าตลาดที่ใหญ่  สตาร์ทอัพจีนมักจะพยายามแก้ปัญหาในท้องถิ่นของเค้าเท่านั้น เพราะเค้ามองว่าปริมาณมันมีมากพอสมควร ไม่ได้มองไกลออกไปข้างนอก นี่เป็นปัญหาเดียวกันกับหลายๆสตาร์ทอัพในสิงคโปร์หรือจากที่อื่น บางครั้งวิธีแก้ปัญหาของคุณอาจไม่ได้ตอบโจทย์แค่ตลาดเดียว

“You have the ability to meet the demands outside of your home country. You may not be the best solution, the most efficient or elegant solution but you do have a value to bring and you do have an ability to penetrate and secure at least initial stage”

ภาษาเป็นแค่หนึ่งในอุปสรรคเล็กๆของสตาร์ทอัพไทย สิ่งที่สตาร์ทอัพควรจะต้องทำคือก้าวข้ามความกังวลเล็กๆนั้นไปซะ คุณอาจจะต้องเริ่มจากตลาดของคุณก่อน แต่จำไว้ว่าทางแก้ปัญหาของคุณอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในท้องถิ่นหรือบ้านเกิดของคุณ แต่อาจจะมีศักยภาพที่ไปไกลมากกว่านั้น ต้องมองให้ไกล คุณมีธรรมแชร์ว่าตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังพยายามเต็มที่เพื่อจะช่วยเหลือสตาร์ทอัพในไทย เพราะฉะนั้นเขาหวังว่าทุกคนที่กำลังลงมือทำอะไรอยู่ตอนนี้จะเดินหน้าต่อและอย่าพึ่งหมดกำลังใจ

คุณคิดติดตลกทิ้งท้ายให้เราว่า “เราต้องช่วยตัวเองก่อนแล้ว 5,000 ล้านก็จะเป็นของเราได้ไม่ยาก” ;))

 

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *