การสูญเสียการมองเห็นเป็นมากกว่าการสูญเสียระบบของร่างกาย แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ลดลง โอกาสในชีวิตที่ลดลง เป็นปัญหาต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศ 80% ของภาวะการสูญเสียการมองเห็นสามารถหลีกเลี่ยงได้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วจากจักษุแพทย์  แต่ปัญหาเรื่องบุคลากรทางสาธารณสุขขาดแคลนยังคงเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ตกจนถึงปัจจุบันนี้

ในช่วงชีวิตของอาจารย์กิตติศักดิ์ กุลวิชิต เมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจารย์เป็นจักษุแพทย์ไทยคนที่ 2 ที่ได้ขึ้นไปปฏิบัติงานบนโรงเรียนจักษุแพทย์ลอยฟ้า โครงการการกุศลระดับนานาชาติซึ่งมีมานานกว่า 30 ปีที่มีชื่อว่า Orbis กับมุมมองการแก้ปัญหาจากอีกปลายสาย ด้วยการสอนและสร้างบุคลากรที่สามารถให้บริการทางจักษุแพทย์ได้มากขึ้น ปัจจุบันนี้อาจารย์ยังคงมุ่งมั่นในการดูแลรักษาคนไข้และสอนนิสิตแพทย์อยู่ที่ภาควิชาจักษุวิทยาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อเดือนที่แล้วเรามีโอกาสได้ไปพูดคุยกับอาจารย์กับประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจมากๆและเราอยากแชร์ให้ชาวรักดีได้รู้จักกันและเชิญชวนมาเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนโครงการดีๆ

จากหมอบนพื้นสู่หมอบนฟ้า 

คืออย่างนี้นะ ต้องย้อนกลับไปปี 1992 ตอนนั้นผมยังเป็นแพทย์ประจำบ้าน ในช่วงปีสุดท้าย ไม่กี่เดือนก่อนที่ผมจะจบสอบบอร์ดเป็นจักษุแพทย์เต็มตัว ก็ได้ทราบข่าวว่าเครื่องบินของ Orbis เค้ามาจอดอยู่ที่เชียงใหม่ ก็เลยมีโอกาสไปร่วมชมการเรียนการสอนโครงการ ตอนไปดูก็รู้สึกเหมือนเปิดโลกใหม่ ปกติเราจะมีหน่วยกาชาดออกไปที่ค่ายผู้อพยพ ไปรักษาโรคตา แต่พอมาเห็นโครงการ Orbis ก็ทำให้เห็นว่ามันมีอีกวิธีที่จะช่วยเหลือคนไข้ ผมก็เลยสนใจอยากที่จะร่วมงานกับเค้า ก็ได้เข้าไปสัมภาษณ์แล้ว 1 เดือนให้หลังเค้าก็ส่งโทรเลขกลับมา พอสอบบอร์ดจบก็เดินทางไปร่วมงานกับ Orbis ครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์

 แก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการมอบองค์ความรู้

ในประสบการณ์ส่วนตัวของผมในฐานะจักษุแพทย์และก็ได้เจอกับคนไข้ทางจักษุวิทยาทุกๆวัน จำนวนจักษุแพทย์ต่อประชากรเนี่ยมันไม่เพียงพอแน่นอน ซึ่งผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่แค่ในประเทศไทย มันเป็นปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนาทุกประเทศ เพราะฉะนั้นหนึ่งในทางแก้ปัญหาก็คือเพิ่มจำนวนจักษุแพทย์หรือจำนวนแพทย์ที่จะให้บริการทางจักษุมากขึ้น

วันนึงเราจะผ่าประมาณ 5-6 คนไม่ได้เยอะ หลักการขององค์กรเค้าจะคิดต่างกับโครงการทั่วไปคือเค้าไม่เน้นปริมาณ แต่เค้าเน้นการมอบองค์ความรู้ สอนให้เป็นจักษุแพทย์ที่เก่งขึ้นเพื่อให้ไปทำการรักษา เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยได้ด้วยตัวเองต่อไป

ตอนนั้นที่ผมยังเป็นแพทย์ประจำบ้าน สภากาชาดก็จะมีโครงการที่ต่อสู้โรคภัยให้กับคนไทยทุกโรคอยู่แล้ว มีหน่วย มีสถานีกาชาดตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งแพทย์ประจำบ้านอาสาจะออกไปตั้งแต่ตีสี่ เริ่มตรวจ 6 โมงเช้า พอเสร็จตอนเที่ยงก็ผ่าตัดตอนบ่าย ตอนนั้นวัตถุประสงค์ของเราคือการลดจำนวนผู้ป่วย ให้จำนวนคนไข้ตาบอดลดลงให้น้อยที่สุด แต่พอเราได้ไปดูโครงการนี้ เราคิดว่าอันนี้มันก็เวิร์ค ไม่ได้แปลว่าดีกว่าแต่มันเป็นการสู้ในอีกทางนึง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอยากที่จะร่วมงานกับเค้า

จริงๆทุกโรงเรียนแพทย์ก็คือการให้องค์ความรู้ Orbis ก็เหมือนกันแต่ว่าเค้าเหมือนไปตั้งโรงเรียนแพทย์ในที่ที่เค้าสามารถเพิ่มโอกาสสร้างจักษุแพทย์ที่ดีให้กับท้องถิ่น ให้กับประเทศทั่วโลก พอเครื่องบินไปลง เราก็มีอีกทีมนึงที่ไปตามโรงพยาบาลท้องถิ่นอีก เป็น off-the-plane program ออกไปสอนไปช่วยผ่าตัดอีก ซึ่งเค้าไม่ได้สอนหมอแค่อย่างเดียวนะ เค้าจะสอนพยาบาลด้วยว่าต้องดูแลเครื่องมืออย่างไร คือสอนล้วนๆ สอนทุกคนที่เข้ามาในโครงการของเรา

โรงเรียนจักษุแพทย์ลอยฟ้า

สั้นเลยๆเป็น Flying eye hospital หรือโรงเรียนจักษุแพทย์ลอยฟ้า คือย้อนกลับไปซัก 30-40 ปีได้ โครงการนี้เค้าเริ่มต้นมาจากคนในวงการแพทย์โดยเฉพาะจักษุวิทยา มาคุยกับคนในวงการบินว่าจะสามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง ก็เลยเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนเครื่องบินธรรมดาๆให้กลายเป็นเครื่องบินผ่าตัดตาบินไปตามประเทศต่างๆที่กันดารหรืออาจจะขาดแคลนจักษุแพทย์ โดยเครื่องบินก็มาจากการบริจาคโดยจะมีทั้งห้องเลกเชอร์ ห้องสอนแสดง ห้องผ่าตัด ห้องพักฟื้น หลักการของ Orbis คือเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงเรียนจักษุแพทย์ สร้างจักษุแพทย์ที่ดีขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรคตาต่างๆ โดยเฉพาะภาวะตาบอดที่ไม่จำเป็น

ตอนนี้ผมต้องยอมรับว่าผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมเท่าไหร่แล้ว แต่ทราบว่าเค้าเปลี่ยนเครื่องบินเป็น DC 10 เครื่องใหม่ขึ้น อุปกรณ์ก็ทันสมัยขึ้น มีหุ่นยนต์สอนแสดง เพราะเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงด้วยความที่เทคโนโลยีเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่นึกภาพเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ท เราก็สามารถที่จะต่อสายทำถ่ายทอดสดบนเครื่องมาข้างนอกได้ เป็น 2-way communication เพราะว่ามันไม่มีที่พอในเครื่องบิน หมอบนเครื่องก็สามารถจะสื่อสารกับหมอที่รอดูอยู่ได้ ถามได้ทำไมต้องใช้เทคนิคนี้ ใช้เครื่องมือนี้ สมัยนั้นนี่ถือว่าไฮเทคมาก เป็นสมัยที่ไม่มี wireless นะ ต้องต่อสายยาวออกมาจากเครื่องบินแต่สมัยนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปละ

โครงการการกุศล ทุกคนเป็นอาสาสมัคร

ลักษณะการทำงาน คือเค้าจะไปจอดเครื่องบินอยู่ 3 สัปดาห์ เราบินไปไหนเนี่ยเราต้องผลัดเวรกันทำนะ ผลัดกันเป็น airhostess มีการทำ safety demonstration  พอเครื่องขึ้นก็ผลัดกันเสิร์ฟอาหาร พอลงเครื่องก็เป็นคนเข็นกระเป๋า เข็นอุปกรณ์ ทุกคนในเครื่องบินทำทุกหน้าที่เป็น Teamwork

นักบินที่มาก็เป็นอาสาสมัคร นอกจากนั้นก็มีวิศวกรการบิน วิศวกรการแพทย์เพื่อช่วยดูแลให้เครื่องทำงานปกติ มีวิศวกรแสงสีเสียงที่จะมาดูแลเรื่องการถ่ายทอดสด ทำ Livestream จากห้องบนเครื่องบินออกไปข้างนอก มีทีม administration ช่วยดูแลเอกสาร มีพยาบาล มีวิสัญญีแพทย์  วิสัญญีพยาบาล บนเครื่องจะมีประมาณ 20 คนที่เป็นทีมประจำ เค้าก็จะบินไปจอดแล้วก็จะมีอาจารย์แพทย์บินมาสมทบเพิ่มอีก 2-3 คนจากอเมริกาบ้าง อังกฤษบ้างมาช่วยสอน ตอนนั้นที่ผมไปทำงานเนี่ยคือเป็น fellow opthalmologist เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับจักษุแพทย์ที่บินมาสมทบ

และก็มี 3 คนผลัดกันเป็น Front work team ที่จะต้องบินไปล่วงหน้าเพื่อติดต่อกับ Local host ดูสถานที่สำหรับให้เครื่องบินลงจอด ซึ่งหมอในพื้นที่เค้าจะเลือกคนไข้ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว เราก็มาดูว่ามีเคสไหนที่เหมาะกับการเรียนการสอน ที่ไม่ง่ายไป ไม่ยากไป พอวันจันทร์เราเริ่มตรวจ คนไข้ก็จะมากับหมอเจ้าของไข้ แล้วเราก็สอนบนเครื่องบิน

Photo credit: blogs.bmj.com

ประสบการณ์ที่ประทับใจตอนนั้น

Orbis เป็นโครงการการกุศลล้วนๆ ทุกคนเป็นอาสาสมัคร สำหรับผมที่เป็นจักษุแพทย์จบใหม่เนี่ยมันเป็นประสบการณ์ที่เทียบไม่ได้เลย เป็นโอกาสให้ได้ไปเรียนวิธีการดูแลที่นอกเหนือไปจากในตำรา แพทย์ท้องถื่นเค้าก็จะต้อนรับเราดีมาก พาเราไปดูสภาพสังคม วัฒนธรรม รวมถึงสภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศเค้า

ผมอยู่กับเค้าประมาณ 16 เดือนซึ่งถือว่าค่อนข้างนานเหมือนกันก่อนที่จะไปเรียนต่อ มีค่ากินอยู่ประจำวันแค่นั้น อุปกรณ์ในลำทั้งหมดนี่คือมาได้จากเงินบริจาคหรือเป็นสปอนเซอร์แต่เราไม่ได้มีรายได้อื่น ไม่มีค่าเรียนค่าสอน ไม่มีการเก็บจากคนไข้ใดๆทั้งสิ้นซึ่งเค้าก็ทำมาเกือบ 30 ปีละ สมัยที่ผมอยู่นี่หลายเชื้อชาติเลย มีอเมริกา อังกฤษ อินเดีย มองโกเลีย ทูนีเซีย พอเสร็จงานในวันนึง เราก็ไม่ได้นอนบนเครื่องบิน เราลงไปพักที่โรงแรมในท้องถิ่น ทีมที่ไปด้วยกันลักษณะการทำงานมันเป็นครอบครัวเดียวกัน

แต่มีอยู่ประเทศหนึ่งที่ผมได้ไปลงจอดก็คือที่อินเดีย ได้มีโอกาสได้ไปดูงานของแม่ชีเทเรซ่าสมัยที่ท่านยังอยู่ ตอนนั้นท่านก็ได้ขึ้นมาดูงานที่เครื่องบินของเราด้วย มีโอกาสได้ไปคลุกคลี นั่งรถประจำทางไปกับเธอเลย ดูงานที่ท่านทำ ซึ่งมันยิ่งใหญ่มากเพราะเค้าดูแลทุกๆคน แบกรับคนที่ด้อยโอกาสไว้ทั้งโลก คือเราก็กำลังพยายามทำในแบบคล้ายๆกันคือสร้างโอกาสให้กับผู้อื่นแต่เราเน้นด้านจักษุเท่านั้น

เราต่อสู้กับโรคตาที่เป็น avoidable blindness

มาราธอนการกุศล

พอดีว่าผมชื่นชอบการวิ่งมาราธอนอยู่แล้ว ซึ่งการวิ่งมาราธอนมันจะมี 6 ที่ที่เป็นระดับแกรนด์แสลม และงานวิ่งระดับนี้เค้าจะมีช่องทางให้คนสมัครเข้าไปวิ่งเพื่อหาเงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่ตัวเองสนับสนุน ผมก็เลยเขียน Proposal ไปที่ London Marathon 2017 ส่งไปที่ออฟฟิศที่ลอนดอนว่าผมเป็นศิษย์เก่า เล่าเรื่องราวให้เขาฟัง แต่คือคนที่อ่านใบสมัครผมอาจจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนที่ผมทำให้ Orbis ผมก็ส่งไปแล้วเค้าเห็นด้วยว่ามันเป็นอะไรที่ดี โครงการมีศักยภาพ

เนื่องจากว่าการทำงานใน orbis มันเหมือนครอบครัว ทุกคนเห็นหน้ากันเช้ายันเย็น ไปด้วยกันตลอดเราก็เลยยังติดต่อกันอยู่ มีเพื่อนที่เป็นวิศวกรตอนนั้น เป็นพยาบาล เราก็เลยคุยกัน นั่งคิดว่าเราได้อะไรมาเยอะ ได้เรียนรู้ และก็โอกาสในสายงานอาชีพ เราก็อยากจะให้อะไรคืนกับโครงการ ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เท่าไหร่เลย เพียงแต่นี่เป็นโครงการที่ดีและมอบโอกาสที่หาไม่ได้ให้กับเราและแพทย์และคนไข้ทั่วโลก หวังว่านี่จะช่วยให้โครงการดีๆได้ดำเนินต่อไป

อาจารย์กิตติศักดิ์พึ่งเดินทางกลับจากเข้าร่วมงานลอนดอนมาราธอน 2017 เมื่อ 23 เมษายนที่ผ่านมา


ถ้าหากชาวรักดีคนไหนสนใจร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสนับสนุนโครงการๆดีและมอบโอกาสทางการมองเห็นให้กับผู้ป่วยทั่วโลก สามารถร่วมบริจาคได้ 2 ช่องทาง
1. Virgin Money Giving โดยลิงค์นี้จะเปิดทำการถึงวันที่ 23 พฤษภาคม
2. บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (อาคาร ภปร.)
a/c number: 4075343770
Name: Kittisak Kulvichit ( กิตติศักดิ์ กุลวิชิต)

 

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *