ทำไมต้องหัวข้อนี้?

จุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้คือการสร้างพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยกันระหว่าง 3 ฝั่ง ฝั่งแรกคือ Regulator หรือภาครัฐ ฝั่งที่สองคือ Intermediary หรือฝั่งนักกฎหมายที่มีส่วนช่วยอํานวยความสะดวกกับทั้ง 2 ฝ่าย และฝั่งสุดท้ายคือสตาร์ทอัพ เราจึงได้ใช้คอนเซปท์ว่าเป็น Bend or Break ขึ้นมา Regulator ควรเข้าใจว่ากฎหมายเดิมซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับกับเทคโนโลยียุคใหม่หรือสภาพแวดล้อมใหม่นี้ เป็นอุปสรรคในการเติบโตของบริการหรือเทคโนโลยีดีๆที่สามารถช่วยเหลือวงการสาธารณสุขไทยหรือไม่ ทําไมจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือสตาร์ทอัพเองที่ต้องทําความเข้าใจและยอมรับที่จะเล่นตามกฏเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชะงักของธุรกิจ

Panelist

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนัก สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
คุณมานิดา ซินเมอร์แมน Global partner, Hunton & Williams
คุณประวีณ จันทนาโกเมษ Senior associate, Baker McKenzie
(และ นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนโยบายและสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี panelist รับเชิญ)

งานนี้พูดถึงอะไรบ้าง?

Service

ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาอย่างเช่นการ

  • List แพทย์บนแพลตฟอร์มทำได้หรือไม่? ปัญหาในส่วนนี้ อ.อาคมให้ความเห็นว่าพรบ.สถานพยาบาลไม่ได้ห้าม กรณีของการกระทำสื่อด้านออนไลน์ไม่ได้มีข้อห้าม แพทย์สามารถทำได้ในวุฒิความเชี่ยวชาญ แต่จะเกิดปัญหาต่อเมื่อถ้าสถานประกอบการนั้นนำไปโอ้อวดเกินจริง โฆษณาไม่เป็นไปตามวุฒิที่เชี่ยวชาญ

“มาตรา ๓๘ ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการ ของสถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งของสถานพยาบาลตามที่ปรากฏในใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติ ข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้ในการโฆษณาหรือประกาศจากผู้อนุญาต ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายที่ผู้อนุญาตประกาศกําหนด การโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้ง หรือกิจการของสถานพยาบาล หรือคุณวุฒิ หรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาล โดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ในสาระสําคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล จะกระทํามิได้ ค่าใช้จ่ายที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้นําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน”

  • การนำเครื่องมือเข้าไปใช้ในสถานที่ กรณีแรกคือสถานที่จะปฏิบัติการสม่ำเสมอจนสามารถถือว่าเป็นสถานพยาบาลได้ตามที่พ.ร.บ.นิยามไว้หรือไม่เป็นประเด็นแยกกัน ประเด็นสองการนำเครื่องไปติดตั้งเพื่อทำ consultation เป็นในส่วนของ media ซึ่งการที่แพทย์หรือบุคลากรที่มาให้คำปรึกษาถือว่ามาประกอบวิชาชีพและจะต้องได้รับการยืนยันสถานะและวุฒิจากเจ้าของบริการที่นำมาติดตั้ง
  • ในกรณีที่มีการใช้ wearable ในการเก็บข้อมูลและหรือนำไปใช้ประกอบการรักษา ในอนาคตข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน อ.อาคมให้ความคิดเห็นว่า นี่คือการทำความเข้าใจในนิยามของเครื่องมือทางการแพทย์ ประเด็นแรกคือ เครื่องมือทางการแพทย์ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เฉพาะแพทย์เสมอไป อย่างเช่นเครื่องวัดความดัน ประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ได้ แต่สาเหตุที่ต้องมีการกำหนดว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ มีการตรวจสอบและควบคุมโดยอย. เพราะเครื่องมือนั้นมีผลต่อ status ของร่างกาย “ประชาชนมีสิทธิที่จะใช้เทคโนโลยี แต่ประชาชนต้องหาข้อมูลและศึกษาความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์นั้น” ข้อมูลที่ได้นั่นคือความรับผิดชอบของผู้ใช้ หากบริษัทหรือสตาร์ทอัพตั้งใจจะนำเทคโนโลยีเข้ามา ก็จะต้องรับผิดชอบความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์นั้นๆที่มาประกอบกับ service ด้วย ไม่ใช่นำมาใช้โดยไม่มีการตรวจว่า valid มิฉะนั้นก็อาจจะมีความผิด เครื่องมือเหล่านี้จะต้องผ่านมาตรฐานของอย.ก่อน

(อ่านเพิ่มเติมนิยามเครื่องมือทางการแพทย์  “หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง”)

  • จากมุมมองของแพทย์ อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า Medical ไปได้แปลว่าแพทย์เสมอไป ผู้ให้บริการและผู้รับบริการต้องเข้าใจว่า การรักษาพยาบาลประกอบไปด้วยหลายองค์ประกอบ ซึ่งทำให้มีการกระจายความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีสภาวิชาชีพของตนเอง มีบทกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง แพทย์กันเองจะให้ความคิดเห็นกันเองก็ยังทำได้ยากเพราะระดับความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป การมีความชัดเจนว่าแพทย์ผู้นั้นมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญที่ตรงกับปัญหาจะนำไปสู่มาตรฐานของการบริการที่ดีขึ้น อ.อิทธพรให้ข้อแนะนำว่า “สตาร์ทอัพต้องเข้าใจบทกฏหมายที่เกี่ยวข้องและเมื่อเกิดปัญหาจะแก้ไขได้ด้วยบทกฏหมายใด”

Telemedicine

มาพูดถึงอีกนวัตกรรมด้านการบริการทางเฮลท์แคร์อย่าง Telemedicine ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นมีสตาร์ทอัพที่หันมาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งนี่อาจจะเป็นวิธีแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลแออัด ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมามีอะไรบ้าง

  • การให้คำปรึกษาทางไลน์หรือทางออนไลน์ถือเป็นสถานพยาบาลหรือไม่? ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2559  “สถานพยาบาล” หมายความว่า สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบ โรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วย วิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ การประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม หน้า ๔๒ เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๑๐๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ การประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพกายภาพบําบัด การประกอบวิชาชีพ เทคนิคการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ การประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ โดยกระทําเป็นปกติธุระไม่ว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่”
  • เพราะฉะนั้นมุมมองของกรมสถานพยาบาลจึงไม่ได้มองว่านั่นคือสถานพยาบาล แต่เป็นการนำเทคโนโลยีไปตั้งไว้ ผู้ให้บริการจะต้องแยกส่วนกันอย่างเช่นถ้ามีการไปติดตั้งนั่นคือส่วนของเทคโนโลยี เป็นสื่อกลาง (media) ซึ่งก็จะต้องมีคนดูแลส่วนนั้น สำหรับผู้ที่ให้คำปรึกษาหรือแนะนำผ่านเทคโนโลยีหรือผ่านสื่อ นั่นเป็นส่วนของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
  • ในแง่ของการวินิจฉัยโรคออนไลน์ทำได้มากน้อยแค่ไหน? การรักษามี 2 แบบคือการรักษาในสถานพยาบาล กับการให้คำปรึกษาหรือ consultation ข้อควรระวังสำหรับแพลตฟอร์มเหล่านี้คือ การให้คำปรึกษาออนไลน์คือคุณมีหลักฐานชัดเจน มี digital message แพลตฟอร์มที่จะให้บริการต้องเข้าใจว่าการรักษามีหลายระดับ เช่นในระดับ wellness อาจจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นระดับ Treatment, Surgery หรือ Aesthetic มีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงอยู่มาก ในการรักษาครั้งหนึ่งจะประกอบไปด้วยหลายกลุ่มบคคลซึ่งก็จะมีสภาวิชาชีพ มีใบประกอบวิชาชีพ
  • กระบวนการการรักษาของแพทย์นั้นๆไม่ได้จบที่การให้ถามตอบ แต่นั่นคือรวมไปถึงการตรวจร่างกาย การส่งผลตรวจสอบ และมีการดูแลหลังการรักษา เช่นเดียวกับการมี warranty ถ้าพูดถึงการรักษาก็ไม่ได้หมายความว่าการรักษานั้นจบลงที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำ แต่แพลตฟอร์มจะทำอย่างไรเมื่อผู้ป่วยได้รับคำแนะนำไปแล้ว คุณมีการติดตามผล มีการ follow-up หรือไม่ คุณให้ความไว้วางใจในการให้ผู้ป่วยไปซื้อยาเองหรือไม่ หรือในกรณีของวงการความสวยความงามซึ่งความคาดหวังของคนไข้คือปัจจัยที่ควบคุมยากที่สุด ทางแพลต์ฟอร์มจะต้องมีการแจ้งผู้ใช้บริการชัดเจนว่าขอบเขตของการดูแลอยู่ที่ไหน

Big data and Data privacy

ในยุคที่ data is everything แต่การแคปหน้าจอง่ายกว่าการเรียกแท๊กซี่ เราจะทำให้เกิดความสมดุลได้อย่างไร

  • Data เป็นของใคร? ข้อมูลของคนไข้คือของคนไข้ แต่ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลเสียชีวิต ญาติหรือภรรยาสามารถขอข้อมูลได้หรือไม่ นี่คือหนึ่งในประเด็นที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครอง Privacy (ฉบับความมั่นคงดิจิทัล) โดยลดนิยาม “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่ให้สิทธิทายาทและคู่สมรสเมื่อเจ้าของข้อมูลถึงแก่กรรม แก้ไขนิยามคำว่า “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” ใหม่ เหลือเพียง บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลเท่านั้น ซึ่งในร่างกฎหมายเดิมถ้าเจ้าของข้อมูลเสียชีวิต ทายาทและคู่สมรส รวมถึงผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลจะถือว่าเป็นเจ้าของข้อมูลด้วย
  • การที่ผู้ดูแลไปทำการดูแลที่บ้านและได้รับข้อมูลคนไข้จากญาติหรือผู้ดูแลคนก่อนหน้า ในกรณีที่คนไข้หรือผู้รับบริการอาจเป็นผู้สูงอายุหรือเป็นอัลไซเมอร์ ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?
    • ประเด็นแรก การที่เราเอาบ้านเป็นสถานพยาบาลอันนี่คือสามารถทำได้ ผู้ประกอบวิชาชีพสามารถไปดูแลได้แต่จะทำให้เป็นคลินิคไม่ได้ เพราะสถานที่อาจไม่ได้รับการตรวจสอบว่าตรงตามมาตรฐานหรือตรงตามนิยามของสถานพยาบาลที่ได้กำหนดไว้
    • ประเด็นสอง ผู้ให้ข้อมูล ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้เอง ญาติก็สามารถให้ข้อมูลได้ เป็นภาวะที่ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ป่วย ยกเว้นว่าในบางกรณีที่เกิดปัญหาคือไม่ได้มีการตรวจสอบว่าคนที่ให้ถึงแม้ว่าจะเป็นญาติ แต่ไม่ได้มีความเข้าใจที่เพียงพอหรือข้อมูลที่ถูกต้องจะให้ ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดความผิดพลาดทางการรักษาหรือแผนการดูแลได้ ทางแพลตฟอร์มมีมาตรการตรวจสอบความน่าเชือถือของข้อมูลนั้นมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นผู้ซักประวัติควรดูว่าประวัติที่ต้องการหรือมีความจำเป็นนั้นเป็นประวัติอะไร เกี่ยวข้องและมีผลต่อการรักษาอย่างไร ถ้ามีผลจะต้องเป็นประวัติที่มาจากสถานพยาบาลที่มีการตรวจสอบ มีผู้ประกอบวิชาชีพรองรับ เพื่อไม่ให้ข้อมูลบกพร่องหรือขาดความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยลดภาระให้กับแพลตฟอร์มที่ต้องรับผิดชอบ
    • ประเด็นสาม ในส่วนของ record ควรจะต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราวและต้องสามารถตรวบสอบย้อนหลัง มีการลงชื่อคนที่มาทำสัญญาให้มาดูแลเป็นใคร หรือมีแบบฟอร์มที่ชัดเจนว่าคนที่ได้รับบริการเป็นใคร ญาติมีใคร legal guardian เป็นใคร ผู้ให้ข้อมูลเป็นใคร หากมีการพิพาท มีการกล่าวโทษ ถ้ามีการระบุชัดเจน เอกสารนั้นก็จะสามารถนำมาใช้ได้
  • หลายๆสตาร์ทอัพมีความตั้งใจที่จะปฏิวัติการจัดการข้อมูล เพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ถูกต้องมากขึ้น โดยการนำนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งด้วยธรรมชาติของ Blockchain จะต้องมีการ validate จากหลายฝ่ายเพื่อป้องกันการแก้ไขปลอมแปลงของข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามการนำไปใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้ข้อมูล ซึ่งในแง่ของ Consent คุณประวีณให้เกร็ดไว้ว่า ทางผู้ให้บริการหรือเจ้าของแพลตฟอร์มต้องระบุให้ชัดเจนว่า consent นั้นทำเพื่ออะไร เมื่อไหร่ ซึ่งเป็นการตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ให้ข้อมูลและผู้ที่ดูแลข้อมูลนั้นๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่งแม้แต่น้อยหรือการนำไปใช้นอกเหนือจากที่ระบุไว้ก็อาจจะส่งผลให้ consent นั้นไม่มีผลต่อไป ไม่ใช่ที่บางคนเข้าใจว่าขอ consent ครั้งเดียวทำได้ทุกอย่างหลังจากนั้น

ทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงยาก

  1. กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขไม่ได้มีแค่บทเดียว บัญญัติเดียว การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่จุดเดียวแต่ยังไม่ได้ตามไปเปลี่ยนแปลงในจุดอื่นอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงนั่นไม่สมบูรณ์ นั่นหมายความว่าสตาร์ทอัพควรทำความเข้าใจให้รอบด้านถึงขอบเขตที่แต่ละพ.ร.บ.ให้การดูแลและควบคุม เช่นกฏหมายมหาชนมีหน้าที่คุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะ รวมถึงคุ้มครองผู้ได้รับบริการทางการแพทย์ หรือพรบ.สถานพยาบาลที่คุ้มครองไปถึงคนเปิดสถานพยาบาล และยังมีของกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งรวมไปถึงการขายของทาง social media ในส่วนของกฏหมายเอกชน เป็นการทำสัญญาระหว่างคน 2 ฝ่ายตกลงกัน เพราะฉะนั้นสตาร์ทอัพจะต้องเรียนรู้และตรวจสอบว่าเงื่อนไขการทำสัญญาชัดแค่ไหน และความคาดหวังของ 2 ฝ่ายตรงกันรึเปล่า
  2. เมื่อยังไม่ได้มีกรณีตัวอย่างมากพอให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามากระทบอย่างไร และบางครั้งไม่ได้มีการนำผู้ที่เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมมากพอในการร่วมแก้ไขหรือชี้แจงปัญหา เมื่อเกิดคดีขึ้นก็จะเป็นการใช้ตัวอย่างการตัดสินในอดีตมาเป็นจุดอ้างอิง
  3. ในส่วนนี้คุณประวีณขอเสริมว่า ความไม่ชัดเจนของกฏหมายก็เป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนจากข้างนอก กังวลว่าช่องว่างทางกฏหมายกับทางปฏิบัติยังห่างกันเกินไป ทำให้ไม่มีความยั่งยืนทางธุรกิจ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีเองก็ยังค่อยๆเติบโตและยังมีข้อควรระวัง โดยเฉพาะเรื่องของ Security & Privacy ซึ่งทางภาครัฐควรที่จะทำความเข้าใจบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และการจะเป็น Medical hub ได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบกฏหมายที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
  4. ในจุดนี้นี่เองที่คุณมานิดาได้เสริมเข้ามาว่า ถึงแม้ Big data คือเทรนด์ปฏิวัติวงการสุขภาพในอนาคตที่จะมาแน่นอน แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้ก็มาพร้อมกับช่องโหว่ ประวัติการรักษาที่เปิด public นี้จะมาพร้อมกับ cyber security issue รัฐมีสิทธิ์เอาข้อมูลไปเก็บและให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ แต่ขอบเขตนั้นระบุไว้ถึงไหน แล้วภาคเอกชนได้รับการคุ้มครองอย่างไรบ้าง นี่คือปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยทำ cloud-based service ลำบากเพราะการคุ้มครองข้อมูลของภาคเอกชนยังไม่ได้มีขอบเขตชัดเจน

วิทยากรแนะนำอย่างไร? 

อ.อิทธพรขอให้มุมองว่า ความสำเร็จของนวัตกรรม บางครั้งต้องเข้าใจก่อนว่าเฮลท์แคร์เกิดจากการสร้างความเชื่อใจ “Validation” จึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้บริการนั้นถูกต้องเพื่อคุ้มครองทั้ง 2 ฝ่าย เพราะฉะนั้นควรศึกษาบทกฏหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจว่าอะไรทำได้และอะไรที่อาจจะกลายมาเป็นปัญหาตามหลัง การปล่อยให้เติบโตก็เป็นเรื่องดีเพราะเราจะย้อนกลับมาเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าตรงไหนคือจุดที่ดีและควรสนับสนุน และจุดไหนที่อาจทำให้เกิดผลเสียและควรต้องควบคุม ตราบใดที่บริการหรือนวัตกรรมนั้นๆทำเพื่อประโยชน์ของมนุษย์และทำอยู่ในจริยธรรมที่ถูกต้อง โปร่งใส ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่ให้เวลาต่างฝ่ายได้เติบโต

ทางคุณมานิดามองว่าการเปลี่ยนแปลงทำได้เสมอ ถ้าเอกชนสามารถแสดงเหตุผลและทิศทางได้ว่าการกระทำธุรกิจนั้นมีน้ำหนัก ทางที่ดีที่สุดคือ สตาร์ทอัพต้องรอบคอบ ให้ความใส่ใจในการทําเอกสารให้ละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อจุดประสงค์ในการนําไปอ้างอิงในอนาคตและยังเป็นการปกป้ององค์กรของตนเองอีกด้วย

คุณประวีณให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี่จะไม่ใช้การเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลแต่อาจจะเปลี่ยนโฉมระบบสาธารณสุขก็ได้ แต่สตาร์ทอัพควรสร้างความมั่นใจด้วยว่าเรามีศักยภาพที่จะควบคุมนวัตกรรม ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือการสร้าง Terms and conditions ที่คุณใช้กับ customer ให้ชัดเจน อันนี้มีความสำคัญมาก ต้องมองให้ทะลุว่า สิ่งที่คุณทำ ถ้าทำเป็นประจำเกิดเป็นสถานพยาบาลตามนิยามของพ.ร.บ. การให้คำแนะนำออนไลน์ทำให้เกิด Doctor-patient relationship รึยัง

อ.นวนรรน panelist รับเชิญของเรา ขอมองตามความเป็นจริงและให้ความคิดเห็นว่านี่คือ business risk ที่สตาร์ทอัพทุกสาย ไม่ใช่แค่สายเฮลท์แคร์มีอยู่แล้ว แต่ถ้ามองในมุมกฏหมายก็ต้องสู้ถ้าเกิดว่ากรอบนั่นแข็งเกินไป ช่วยกันสร้าง soft power สร้าง legal guidance เพื่อเป็นแนวทางให้สตาร์ทอัพได้เดินหน้าต่อไป

อย่างในกรณีเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการ publish ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ทั้งนี้อ.นวนรรน เสริมว่าอย่ามองว่าเป็นการควบคุม แต่เป็นการคุ้มครองทั้งฝั่งคนไข้และฝั่งบุคลากรทางสุขภาพที่กำลังใช้สื่อออนไลน์ อยากให้สตาร์ทอัพเสริมความรู้กับตัวเองในด้านกฏหมาย และลองคำนึงถึงการจับมือร่วมกัน (Partnership) กับหน่วยงานที่เป็นสถานพยาบาล เพราะบางบริการในปัจจุบันกฏหมายมีการระบุว่าทำไม่ได้ถ้าไม่ใช่สถานพยาบาล ในจุดไหนที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านก็ควรเก็บประเด็นนั้นมาคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทางภาครัฐเองก็ควรจัดให้มีการพูดคุยกับฝ่ายนวัตกรเฮลท์แคร์ เพื่อให้รับทราบถึงบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปว่าในจุดไหนที่กฏหมายยังไปไม่ถึงหรือระบุไม่ชัดเจน

(อ่านเพิ่มเติม ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙)


ทีมรักดีขอขอบพระคุณวิทยากรที่เสียสละเวลามาร่วมให้มุมมองกับเรา ผู้ฟังที่มาร่วมงาน นั่งอยู่กับเราจนดึกดื่น ขอบคุณ GoodLawHappens รวมไปถึงผู้ร่วมสร้าง Rise Academy สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ และ Startup Thailand Talk series ของรักดี เรามองว่าเป็นการสร้างพื้นที่ให้สตาร์ทอัพสายสุขภาพได้มาเจอกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีผลต่อทิศทางการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในเมืองไทย มานั่งคุยกัน ไม่ใช่การให้ฝ่ายหนึ่งมาบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่าต้องทำอย่างไร แต่เป็นการอัพเดตความเข้าใจและมุมมองของกัน ในขณะที่ภาครัฐต้องเข้าใจบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปและปรับเพื่อให้ภาคเอกชนที่พยายามจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้เติบโตในจังหวะที่เหมาะสม ฝ่ายสตาร์ทอัพก็จะต้องทำการบ้าน สร้างสรรค์นอกกรอบแต่อยู่ภายในจริยธรรม

*บล๊อกสรุปนี้เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อแบ่งปันเนื้อหาและมุมมองเท่านั้น และหากมีข้อผิดพลาดประการใด เราขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย*

Reference:
http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/law107-201259-41.pdf
https://ilaw.or.th/node/3405
http://www.thaimed.co.th/files/Classification-of-medical-devices_Part1.pdf

Posted by:rarinsine

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *