Data After Death : ตายแล้ว(ข้อมูล)ไปไหน????

ทุกคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถลงทะเบียนเพื่อแจ้งความจำนงในการเป็นผู้บริจาคอวัยวะได้ โดยหลังจากเสียชีวิต ร่างกายและอวัยวะของเราจะถูกเก็บรักษาทันทีและนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะต่อไป หรืออีกตัวเลือกคืออุทิศตนเป็น ‘อาจารย์ใหญ่’ เพื่อการศึกษาทางกายวิภาคของเหล่านักศึกษาแพทย์ เป็นองค์ความรู้สืบต่อไปเพื่อช่วยชีวิตคนบนโลกอีกนับร้อย แต่นอกจากบริจาคร่างกายแล้ว ปัจจุบันยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถบริจาคให้ได้หลังเราจากโลกนี้ไป ที่เป็นประโยชน์ได้ไม่น้อยไปกว่าการบริจาคอวัยวะเลย Bye bye data? : ข้อมูลผู้ล่วงลับมีอยู่…แต่เข้าถึงไม่ได้? อย่างที่ทราบกันดี การเก็บรักษาความลับทางการแพทย์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญแทบจะเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้  ปัจจุบันก็ยังเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของความปลอดภัย ใครเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ เข้าถึงได้ด้วยวิธีใด และใครที่เป็นเจ้าของข้อมูลนี้จริงๆ แต่ถ้าลองมองจากมุมของนักวิจัยแล้ว ข้อมูลเหล่านี้คือองค์ความรู้ล้ำค่า คราวนี้เมื่อเจ้าของข้อมูลเสียชีวิต ข้อมูลเหล่านั้นก็เหมือนกับตายตามไปด้วย เพราะเราคงไม่สามารถได้รับความยินยอมนั้น ลองนึกดูว่านั่นคือปริมาณข้อมูลที่เราสูญเสียไปเท่าไหร่ แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ไม่มีการอัพเดตอีกต่อไป ในเมืองนอกตอนนี้ได้เริ่มมีการใช้มาตรการบริจาคข้อมูลหลังเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นข่าวดีเลยทีเดียวสำหรับนักวิจัย เพราะนี่คือโอกาสในการเพิ่มปริมาณข้อมูลวิจัยอีกมหาศาล เพื่อใช้ศึกษาทำความเข้าใจอาการหรือโรคต่างๆ จากประวัติการวินิจฉัยและการตรวจสุขภาพประจำปี การค้นพบความเกี่ยวข้องของอาการหรือความผิดปกติต่างๆ จากพฤติกรรมประจำวัน จากการทำความเข้าใจใหม่ๆ นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลประโยชน์ต่อคนจำนวนมากเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นของคนที่ยังมีชีวิตหรือเสียชีวิตไม่ใช่กระบวนการง่ายๆเลย เพราะนั่นคือการเข้าไปแตะในส่วนของกฏระเบียบอีกหลายส่วนและการตรวจสอบอีกนับครั้งไม่ถ้วน Yes I consent : บริจาคข้อมูลหลังความตายทำได้แล้ว ประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมเลยคงจะหนีไม่พ้นประเทศอังกฤษ นักวิจัยสามารถแจ้งความจำนงในการขอใช้ข้อมูลได้ที่ Public Records Office โดยมีเงื่อนไขทั่วไปที่นักวิจัยต้องยอมรับ อาทิ ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสหรือต้องไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้ก่อนส่งถึงมือของนักวิจัย หากจำต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย…

Read More

YES SHE CAN: How gender diversity affects healthcare performance

เนื่องในโอกาสเดือนสิงหาคมและเดือนวันแม่ทั้งที ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะมาไฮไลท์บทบาทของผู้หญิงในวงการเฮลท์แคร์กันซักหน่อย และพูดถึง Gender diversity ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Gender diversity ไม่ได้หมายถึงแค่ความหลากหลายทางเพศ แต่ยังรวมไปถึงความเท่าเทียมกันอีกด้วย ในช่วงที่ผ่านมาเราอาจจะได้เห็นประเด็นเรื่องของ Gender diversity มากขึ้นตามสื่อหลังจากที่มีแคมเปญสิทธิสตรีในหลากหลายอุตสาหกรรม เพราะเวลาและตัวเลขมันค่อนข้างชัดเจนทีเดียวครับ ว่าบทบาทของผู้หญิงในอุตสาหกรรมต่างๆมีความสำคัญอย่างไรบ้างและมีผลต่อการปฏิบัติการอย่างไร แล้วปัจจุบันสถานการณ์ Gender diversity ในวงการเฮลท์แคร์เป็นอย่างไรกันบ้าง So where are all the women?! หากพูดถึงในระดับผู้บริหาร ผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้โดยรวมแล้วเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยอยู่เลยทีเดียว จากการสำรวจในโรงพยาบาลชั้นนำในอเมริกา พบว่ามีผู้หญิงเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสมาชิกในบอร์ดบริหาร และ 34 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง (C-level) ในภาคธุรกิจสุขภาพหรือ Digital Health รายงานการสำรวจองค์กรในบริษัทต่างๆ จำนวน 1,600 บริษัท ทีม Sustainable and Responsible Investment (SRI) ของ Morgan Stanley ได้รายงานไว้ในปี 2016 มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารอยู่เพียง…

Read More

HEALTHCARE เรียนรู้อะไรจากการพลิกโฉม FINANCIAL SERVICE ที่ผ่านมา

SUMMARY : How have technology changed the landscape of … everything? We first saw how new technologies renovate the face of financial technology and like people say these technologies will come around to rock every industry the same way it did for financial industry. Healthcare is fast to pick up on these new and savvy…

Read More

What TRUMP means for healthcare, health technology and medical tourism?

นั่งๆนอนๆ วิเคราะห์ไปถึงผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา (ขอเรียกอเมริกาเพื่อความกระชับนะครับ) คงเป็นผลการเลือกตั้งที่หลายๆคนไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ ก่อนหน้านี้ก็คิดเล่นๆว่าถ้าทรัมพ์ได้นี่คงฮาน่าดู แต่ไม่เคยได้คิดถึงผลลัพท์อย่างจริงจัง เพราะตัวของอนาคตประธานาธิบดีท่านนี้ก็ไม่ได้เคยกล่าวถึงนโยบายอย่างชัดเจน หลายๆอย่างที่เป็นเรื่องที่ท่านไม่ได้สนใจก็หยิบเอานโนบายของพรรคมาใช้ เช้านี้ก็เลยมานั่งคิดว่าแล้วสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมพ์จะมีผลกระทบอะไรบ้างกับระบบสาธารณสุขอเมริกาและสาธารณสุขโลกบ้าง (ผมขอวิเคราะห์คร่าวๆตามความรู้ที่มีในหัวนะครับ ผิดถูกอย่างไร ขาดตกบกพร่องประการใด ขอความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้รู้ด้วยนะครับ) เริ่มที่มาดูความแตกต่างระหว่าง 2 พรรคใหญ่กันก่อน ข้อแตกต่างระหว่าง 2 พรรค ก่อนอื่นคงต้องย้อนไปถึงข้อแตกต่างคร่าวๆระหว่างนโยบายของ 2 พรรคใหญ่ในอเมริกา คือ เดโมแครต (Democrat party) มองส่วนรวมเป็นหลัก เชื่อว่ารัฐเป็นตัวขับเคลื่อนสังคม นโยบายส่วนมากจะเป็นการตั้งหน่วยงานรัฐ หรืออัดฉีดเงินให้หน่วยงาน non-profit หรือ สถาบันการศึกษา เพื่อมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนเงินที่นำมาขับเคลื่อนหน่วยงานเหล่านี้ก็มาจากภาษีประชาชนนี่เอง รีพับบลิกัน (Republican party) มองสิทธิส่วนบุคคลเป็นหลัก เชื่อว่าประชาชนมีความรู้มากกว่ารัฐในการตัดสินใจว่าเงินที่หามาควรนำไปใช้อะไร ทำอะไร เก็บภาษีน้อยๆ รัฐไม่ต้องใหญ่ เศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยเอกชน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของตลาด กระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปสู่รัฐไปสู่เขตไปสู่ประชาชน (ขอแตะแค่ส่วนเศรษฐกิจนะครับ ด้านสังคมและศาสนาอาจจะเกริ่นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง) ข้อแตกต่างทางมุมมองด้านสาธารณสุข เดโมแครต เอนเอียงไปในหลักการของ universal coverage หรือใกล้เคียง ส่วนมากคนในพรรคนี้เชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่พึงมี และรัฐมีหน้าที่ดูแลในส่วนนี่ รีพลับบลิกัน เชื่อในกลไกตลาด เชื่อในสิทธิและการตัดสินใจของแต่ละบุคคล…

Read More

Posts navigation